'' The Social Network ''
      The Social Network เป็นภาพยนตร์ที่กำลังได้รับการจับตามองในฐานะของว่าที่ผู้ชนะในเวทีออสการ์ ในสาขาใหญ่ๆ เช่น ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม รวมไปถึงสาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่เขียนโดยยอดฝีมือรุ่นใหญ่ของวงการ เออร่อน เซอร์กิน เขาผู้นี้คือผู้ที่เขียนบทให้แก่หนังชุดทางโทรทัศน์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเรื่อง The West Wing ว่าด้วยการทำงานและชีวิตของประธานาธิปดีสหรัฐฯ หนังชุดเรื่องนี้ได้แสดงภาพอันโดดเด่นและซับซ้อนที่ทีมงานผู้ช่วยของประธานาธิปดีสหรัฐฯ จะต้องเจอได้ออกมาสนุกสนานกลมกล่อม หลังจากนั้น เซอร์กินก็เขียนบท Charlie Wilson’s war ที่ดัดแปลงมาจากเรื่องจริงของวุฒิสมาชิกชาร์ลี วิลสัน ผู้ผลักดันให้สหรัฐฯ ก่อสงครามลับๆ กับรัซเซียเหนือแผ่นดินอัฟกานิสถาน ผลงานกำกับของไมค์ นิคโคลและนำแสดงโดยทอม แฮงค์ และจูเลีย โรเบิร์ต อาจจะไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้มากมายอะไร แต่ก็ได้รับคำชมในแง่ของบทสนทนาที่คมคาย และการเล่าเรื่องที่ลื่นไหล

The Social Network คงเอกลักษณ์ของเซอร์กินไว้ เช่น บทสนทนาแสบๆ คันๆ และไม่ธรรมดา ที่สามารถสะท้อนความฉลาดของตัวละครได้เข้ากับบุคลิกลักษณะของพวกเขาเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี แต่นอกจากโดดเด่นในแง่ของบทสนทนาแล้ว บทของ The Social Network ยังมีโครงสร้างการเล่าเรื่องที่น่าสนใจและสามารถเอาไปใช้เป็นแบบอย่างที่ดีได้ อันเป็นส่วนผสมที่เกิดจากการเล่าเรื่องอันแม่นยำของเดวิด ฟินเซอร์ ผู้กำกับ ถ้าใครที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว คงจำฉากแรกของหนัง ที่เป็นการสนทนาระหว่างมาร์ค ชัคเคอร์เบิร์กและแฟนสาวของเขาได้เป็นอย่างดี ฉากนี้เชื่อว่าหลายคนคงมองเห็นความเป็นหัวใจสำคัญของมัน เพราะเป็นทั้งฉากที่แนะนำให้เรารู้จักตัวละครหลักอย่างมาร์ค(แสดงโดย เจสซี่ ไอเซนเบิร์ค) สะท้อนบุคลิกลักษณะของมาร์คในด้านที่หน้าชัง (ความฉลาดเป็นกรดที่พร้อมจะคิดทำอะไรที่ไม่เหมือนใคร และความเป็นคนยโสโอหัง ไม่สนหัวอกใคร) และเป็นการเปิดปมสำคัญ ที่กลายเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราวทั้งหมด (จุดเริ่มต้นของการที่ทำให้มาร์คเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำ facebook) ฉากสำคัญฉากนี้จึงเป็นฉากที่ขาดไม่ได้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ และถ้าหากว่าใครไม่เข้าใจความสำคัญต่อเรื่องราวของหนังในฉากนี้ ก็ต้องขอแนะนำให้กลับไปดูใหม่ เพราะแม้แต่บทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ ก็ล้วนเป็นประเด็น เช่น สะท้อนความอยากเป็น somebody ของมาร์ค และการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางที่เป็นตัวต้นเหตุให้เขาโดนใครต่อใครฟ้องร้องซะมากมาย
      หลังจากฉากเปิดดังกล่าว ก็เป็นฉากที่มาร์คเดินทางจากผับกลับไปที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ดูเผิ่นๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่ฉากนี้เป็นการปูอารมณ์ของเรื่อง ให้คนดูค่อยๆ เดินเข้าสู่โลกของมาร์คแบบค่อยเป็นค่อยไป ต่อจากนั้นก็เป็นการแสดงความฉลาดของมาร์คในการทำเว๊ป facemate ที่เอาหน้าสาวๆ มาเปรียบเทียบกันว่าคนไหนสวยกว่า เชื่อว่าหลายคนคงจะตามกระบวนการคิดของมาร์คในการเว๊ปไม่ทัน และคนที่ไม่ได้ทำงานด้านไอทีก็ไม่อาจบอกได้ว่าข้อมูลในฉากนี้ถูกต้องแค่ไหน (แต่รับรองว่าไม่มีทางมั่วแน่ เพราะหนังเขาไม่ปล่อยให้พลาดอยู่แล้ว) แต่ที่แน่ๆ มันทำให้เรายอมรับในความเป็นอัจฉริยะของมาร์คทันที และเลิกสนใจเรื่องการสร้าง facebook ในเชิงข้อมูลไปในทันที (เช่น มันทำได้ยังไง ใช้โปรแกรมอะไรเขียน) เพราะเรารู้แล้วว่ามาร์คทำได้ และถึงรู้ในเชิงเทคนิค แต่ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ฉะนั้นก็อย่าสนใจดีกว่าเดี๋ยวจะดูหนังไม่รู้เรื่อง และความน่าสนใจอีกอย่างก็คือ พอพ้นจากฉากการทำ facemate แล้ว หนังก็พาไปสู่ประเด็นการฟ้องศาลสองคดี ระหว่างมาร์คกับอัลกอว์โด้ว (แอนดรูว์ การ์ฟิล์ด) เพื่อนที่ร่วมลงทุนมาตั้งแต่ต้น และพี่น้องฝาแฝดที่เคยจ้างให้มาร์คทำเว๊ปที่คล้ายๆ facebook และเหมือนมาร์คจะขโมยไอเดียของพวกเขากลายๆ เพราะข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับตัวมาร์คได้ถูกเล่าไปเกือบหมดแล้ว และการที่จะเล่าเรื่องกำเนิดเฟซบุ๊คไปเรื่อยๆ อาจจะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น หนังจึงต้องเล่าวิกฤตของมาร์ค (การโดนฟ้อง) ควบคู่ไปกับการ “ก้าวขึ้นเป็นใหญ่” ของมาร์คไปด้วย

จะว่าไป โดยโครงสร้างการเล่าเรื่องของ The Social Network ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ มันมีส่วนคล้ายกับหนังแนวแทง Rise and fall of a man ในแบบที่ฮอลลีวู๊ดชอบมาตั้งแต่ไหนแต่ไร (เช่น The Godfather ที่ว่าด้วยการร่วงโรยของเจ้าพ่อผู้พ่อและการขึ้นสู่อำนาจของเจ้าพ่อผู้ลูก) แต่เมื่อประกอบด้วยการดำเนินเรื่องที่มีสีสัน สไตล์การถ่ายภาพที่มีเอกลักษณ์สะท้อนความเป็นโลกสมัยใหม่ ความเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้จัก( มีใครบ้างไม่รู้จักเฟซบุ๊ค) และแน่นอน บทสนทนาที่มีชีวิตชีวา เหตุผลทั้งหมดจึงทำให้ The Social Network ประสบความสำเร็จได้ทั้งเงินและกล่องในแบบที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้.....เรียบเรียงโดย covoq
      
      

 

 
2009 Thaishortfilm.com Contact Webmaster : 081-850-4045