'' กว่าจะมาเป็น"นริศ"...ในน้ำตาลแดง 2 ''
      คงมีหลายๆ คนที่ใฝ่ฝันอยากจะเล่นหนัง บ้างก็ไปประกวดเวทีโน้น เวทีนี้ บ้างก็ไปเข้าโมเดลลิ่ง บ้างก็ไปสมัครแคสติ้งเอง บ้างก็มีคนรู้จักบอกต่อๆกันไป แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีอะไรเชื่อแน่ค่ะว่า “อยากเป็นดารา”

และฉันเอง ก็เป็นคนหนึ่งที่อยากเข้าวงการบันเทิง ฉันชอบการแสดง ชอบชีวิตการอยู่กองถ่าย ทุกครั้งที่ฉันไปทำงาน ฉันไม่ได้รู้สึกว่ามาทำงาน ฉันรู้สึกว่ามาเที่ยวเล่น และนี่เองทำให้ฉันคิดว่า อยากทำงานด้านนี้แหละ...

ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นนิดๆว่า ตอนฉันเด็กๆ ชอบดูหนัง แต่ด้วยความเป็นเด็กต่างจังหวัด มันก็ไม่รู้หรอกว่า โตขึ้นเราอยากเป็นอะไรจริงๆ พอผู้ใหญ่ถามก็บอกว่า เป็นหมอบ้าง เป็นวิศวะบ้าง ถ้าเป็นหมอได้จริงๆ แม่เค้าคงดีใจ ถ้าได้เป็นวิศวะจริงๆ พ่อก็คงชื่นใจ

แต่พอโตขึ้นได้มาเรียนกรุงเทพฯ ดันเรียนเคมี(สิ่งทอ) ระหว่างนั้นก็ทำงานพิเศษไปด้วย เป็นพนักงาน(ฉีกตั๋ว) ที่โรงหนังSFมาบุญครอง คิดแค่ว่า เราชอบดูหนัง ทำงานโรงหนังคงมีความสุขน่าดู ได้ดูหนังฟรีด้วย มันก็เป็นจริงอย่างนั้นค่ะ ได้ดูหนังทุกเรื่องจริงๆ หลายรอบด้วย ส่วนใหญ่ดูตอนเริ่มต้น กับตอนจบ... โห มันรู้ตอนจบแล้ว พอจะไปดูเต็มๆเรื่อง มันก็ไม่อยากดูน่ะสิคะ เคยมีครั้งนึงฉันก็กำลังฉีกตั๋วหนังอยู่ดีๆ มีชายคนหนึ่งถามเราว่า “ทำไมน้องไม่ไปเล่นหนัง?” ฉันคิดในใจว่า “ถ้าได้เล่นก็ดีสิพี่” ฉันได้แต่แอบมองจอในโรงหนังว่า ถ้ามีตัวเราอยู่ในนั้นบ้าง จะรู้สึกยังไงนะ...

และแล้วเวลาก็ผ่านไปหลายปี ฉันก็พยายามเดินตามฝันต่อไปค่ะ แม้จะไม่ใช่สายที่เรียนมา แต่ก็หาประสบการณ์เองข้างนอกรั้ว เช่น ทำกิจกรรมกับกลุ่มหนังสั้น, เล่นหนังสั้นให้เพื่อนบ้าง, เป็นโปรดิวเซอร์บ้าง, ไปเรียนละครเวที, ได้เล่นละครเวที, เรียนการแสดงเพิ่มเติมบ้างที่เราสนใจ ไปเป็นพิธีกร(รับเชิญ)ให้กับเว็บ Thaishortfilm.com ด้วย คือมีอะไรที่เราชอบก็หาโอกาสทำ จนวันนึงมีโทรศัพท์มาจากพี่ทางเว็บนี้ เขาบอกว่า “มีคนสนใจให้นริศไปเล่นหนังสั้น พี่จะให้เบอร์นริศไปได้ไหม” ฉันก็บอกว่า “ได้สิพี่” ในใจฉันก็คิดว่า เป็นพวกนักศึกษาที่จะทำหนังสั้นประกวดมั้ง และแล้วเขาก็โทรมาถามว่า “คุณนริศสนใจอยากจะเล่นหนังสั้นมั้ยครับ” ฉันก็ตอบตกลง (แบบไม่คิดอะไรมาก) เขาก็นัดไปคุยที่ออฟฟิตที่ทาวน์อินทาวน์ ฉันแอบคิดว่า เด็กกลุ่มนี้ทำไมมีออฟฟิตทำงานด้วยเหรอ ปกติก็จะนัดคุยตามร้าน ตามห้างทั่วไปไม่เป็นทางการนัก พอฉันไปคุยรับทราบโปรเจ็ค โอ้วววว... นี่มันของสหมงคลฟิล์มนี่นา ชื่อ น้ำตาลแดง ค่ายใหญ่ด้วย เฮ้ยย...นึกว่าเด็กนักศึกษาทำขำๆ ฉันได้คุยกับผู้กำกับ (โอ๊ค ปรัชญา ลำพองชาติ) อ้าว..คนนี้นี่ที่เพิ่งได้รับรางวัลช้างเผือกด้วย ฉันเคยได้ยินชื่อเขามาแล้วก่อนหน้านี้ สรุปวันนั้นไปคุยงาน เหมือนไม่ได้คุยงานกันค่ะ ผู้กำกับเขาคุยเก่งมาก คุยแบบสบายๆ เหมือนเพื่อนมาเล่าเรื่องอะไรซักอย่างให้เพื่อนฟัง ฉันแอบคิดว่า ฉันไม่เห็นต้องแคสติ้งเลยเหรอ ที่ผ่านมาฉันต้องแคส ต้องยืนหันซ้ายหันขวา ยืนแนะนำตัว ยืนบอกประวัติตัวเองหน้ากล้อง แล้วนี่งานนี้ฉันไม่เห็นต้องทำอย่างที่ผ่านมาเลย (ฉันยังงงๆอยู่ตอนนั้น) พอฉันฟังผู้กำกับพูดซักพักก็เริ่มเข้าใจเนื้องานในโปเจ็คนี้ขึ้นบ้างแล้ว และที่สำคัญ เขาบอกว่า มันเป็นอิโรติก!!!!!! ขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย ฉันคิดในใจว่า จะกล้าเล่นเหรอ เราจะเล่นได้ยังไง เราไม่เคยเล่นหรือแสดงอะไรขนาดนี้มาก่อน ฉันนิ่งเงียบคิดอะไรบางอย่าง จึงยังไม่ตอบตกลง ฉันเลยขอเวลากลับไปคิด 2 วัน
       ฉันยอมรับว่า “กลัวนะ” กับการตัดสินใจจะทำงานชิ้นนี้ดีหรือไม่ ใจนึงก็อยากเล่น อีกใจนึงก็ไม่กล้า เพราะต้องนึกถึงคนรอบข้างเราด้วย กลัวคนอื่นเขาจะคิดยังไง กลัวว่าถ้าที่บ้านรู้จะเป็นยังไง กลัวว่าเพื่อนเราจะถามมั้ย กลัวว่าคนที่รู้จักเราเห็นว่าเราไปเล่นแบบนั้นเขาจะมองเรายังไง โอ๊ยยย... สารพัดจะคิดเลยค่ะตอนนั้น มันเป็น2วันที่ยาวนานมาก...

สุดท้าย ก็ตอบตกลงค่ะ ฉันคิดได้ว่า ความฝันที่ฉันอยากเป็น คือ “นักแสดง” เมื่อมีโอกาส เราต้องพยายามให้ถึงที่สุด ฉันต้องคิดว่า ตัวนั้นที่ฉันแสดง ไม่ใช่ตัวฉัน ฉันต้องสวมบทบาทเป็นเค้าคนนั้น ฉันต้องทำได้ ต้องทำให้ได้ ใช้ประสบการณ์ที่ฉันสะสมมาทั้งหมดลงไปกับงานชิ้นนี้..... และฉันก็เตรียมตัวเตรียมใจ ที่จะรับฟังคำถาม คำวิจารณ์ทั้งหมดตั้งแต่วินาทีที่ฉันเริ่มทำงานชิ้นนี้แล้ว

ฉันทราบจากทางทีมงานว่า ต้องเล่นกับ แอนนา รีส (คนนี้ฉันเคยเห็นเขาเล่นเรื่องปืนใหญ่จอมสลัด) โห..เล่นกับนักแสดงที่มีชื่อเสียงด้วย ยอมรับค่ะว่า ตอนที่ทราบก็เกร็งนะ วันแรกที่ไป Work shop กับแอนนา แอนนาพูดเก่งค่ะ ชวนเราคุย ไม่หยิ่งเลย คุยสนุกแถมเสียงห้าวมาก แอนนาตัวจริงตัวเล็กกว่าในทีวีที่ฉันเคยดู ฉันรู้สึกตัวฉันใหญ่มาก เราใช้เวลาถ่ายทำทั้งหมด 3วัน ออกกองตัวแต่ตี5 เลิกประมาณ 6โมงเย็น ไม่มีซีนกลางคืนเลยค่ะ (ทำงานประมาณนี้ ถือว่าเวลากำลังดี) ฉันจะมีข้อตกลงกับทีมงานก่อนถ่ายทำค่ะ ว่าฉากที่หวือหวานั้น เราจะให้มีทีมงานในเซ็ตให้น้อยที่สุด เพื่อความสะดวกในการทำงานของฉันค่ะ (ไม่รู้ว่าคนอื่นเขาทำแบบนี้หรือเปล่า) และฉันมั่นใจในตัวผู้กำกับค่ะ ว่า เขาจะไม่ถ่ายทอดภาพหรือเรื่องราวให้ภาพลักษณ์ของฉันออกมา ดูเป็นดาวโป๊ เพราะจากที่ฉันทำความเข้าใจกับบทและสไตล์การทำงานของโอ๊คแล้ว ฉันชอบนะในมุมมองผลงานของโอ๊ค เขามักจะมีสัญลักษณ์อะไรให้คิดเสมอ ส่วนแอนนา ระหว่างทำงานด้วยกัน เธอก็มีน้ำใจดีค่ะ ในหลายๆอย่าง เป็นห่วงเป็นใยในเรื่องภาพลักษณ์ของเรา แนะนำเรื่องการแสดงด้วย ช่วยได้เยอะค่ะ ถ้าได้ผู้ร่วมงานอย่างแอนนา...

วันสุดท้ายนั้นเป็นซีนที่ต้องใช้สมาธิมากๆๆๆ คือเป็นซีนอารมณ์อิโรติก โอ๊คเขาวางแผนมาดีค่ะ เขาวางซีนยากๆไว้ให้ฉันวันสุดท้ายเลย ฉันยอมรับค่ะ ว่าวันนั้นหลังจากเสร็จงาน ฉันเดี้ยงไปเลย ฮาๆๆๆ 3 วันผ่านไป การทำงานก็สิ้นสุดลง สิ่งที่ฉันได้รับจากการทำงานโปรเจ็คนี้ คือ “เพื่อน” ทุกคนที่ร่วมงานกันกลายเป็นเพื่อนกันโดยปริยาย เรามีนัดเจอกัน ทานข้าวกันเรื่อยๆ นี่แหละค่ะ ฉันถือว่า กำไรของชีวิต

แม้งานชิ้นนี้จะเป็นผลงานชิ้นแรกที่มันอาจจะดูแรง ดูกล้า ดูท้าทาย ฉันทำเต็มที่แล้วค่ะ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง อย่างน้อยฉันก็ภูมิใจว่า ฉันยังคงไม่ละทิ้งความฝัน แม้ระหว่างทางจะผ่านอุปสรรคบ้าง ล้มลุกคลุกคลานมาก็มากมาย เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่ได้สวยหรูอย่างที่ใครๆคิด นี่เพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นของฉัน เส้นทางสายนี้ยังคงอีกยาวไกล ที่ฉันไม่อาจรู้ว่า ข้างหน้าจะต้องพบเจออะไรอีกบ้าง แต่ก็ดีใจที่มีวันนี้
....นริศรา ศรีสันต์
      
      

 

 
2009 Thaishortfilm.com Contact Webmaster : 081-850-4045