บทสัมภาษณ์พี่ต้อย อุรุพงษ์ รักษาสัตย์
ผู้กำกับ The Stories from the North (เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ) 2005

....................................................................
สัมภาษณ์โดย webmaster
เรียบเรียงโดย nuttorn

The Stories from the North (เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ) 2005

เวลา 88 นาที
กำกับโดย Uruphong Raksasad
ประเภท Documentary
Director Uruphong Raksasad
Producer Uruphong Raksasad
Cinematographer Uruphong Raksasad
Editor Uruphong Raksasad

เรื่องย่อ
เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ เป็นหนึ่งในผลงานต่อเนื่อง จากชุดสารคดีหนังสั้นที่ อุรุพงษ์ รักษาสัตย์ ทุ่มเทเวลาทำงานนานหลายปี โดยเป็นการนำหนังสั้นเหล่านั้น มาตัดต่อใหม่เป็นภาพยนตร์ขนาดยาว ซึ่งบอกเล่าชีวิตของคนในหมู่บ้านทางภาคเหนือ ที่เขาเติบโต หนังได้บอกเล่าสถานการณ์ในชีวิตของชาวชนบท การเก็บเกี่ยว ตลอดจนการขาดสำนึกรักบ้านเกิดของคนรุ่นหลัง ที่ละทิ้งคนชรา และเด็กไว้เบื้องหลัง และด้วยความที่เป็นหมู่บ้านบ้านเกิดของเขา ทำให้อุรุพงษ์สามารถจับภาพบรรยากาศตามปกติของเพื่อนบ้าน และสามารถถ่ายทอดเป็นเรื่องเล่าจากเมืองเหนือได้อย่างใกล้ชิดที่สุด

หลายคนน่าจะรู้จักพี่ต้อย อุรุพงษ์ รักษาสัตย์ กันดีนะครับ จากผลงานหนังชุด “เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ” ซึ่งเป็นการนำหนังสั้นจำนวนหนึ่งของเขามารวมเป็นชุดเดียวกัน และล่าสุดเขาก็นำหนังชุดนี้ไปคว้ารางวัลจากเทศกาลเมืองจอนจู ทางไทยซ็อตฟิล์มได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่ต้อยถึงเรื่องราวของเขาและวิธีคิดกว่าที่จะเป็นหนังสั้นเรื่องหนึ่งออกมา รวมไปถึงประสบการณ์จากเทศกาลหนังตามประเทศต่างๆ อีกด้วย
++
ถาม เริ่มตั้งแต่ต้นเลยนะครับ ขอเรียกด้วยชื่อเล่นก็แล้วกัน ต้อยทำมากี่เรื่องแล้ว?
พี่ต้อย พูดเหมือนกับว่าหายไปไหนมา (หัวเราะ) ก็ไม่กี่เรื่องเองนะตั้งแต่จบมา ที่รวมอยู่ใน “เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ” น่ะ

ถาม
ทั้งหมดประมาณ 9 เรื่อง
พี่ต้อย อืม ทั้งหมดประมาณ 9 เรื่อง เรื่องสุดท้าย(กลับบ้าน)มันเป็นเอนท์เครดิต จริงๆ แล้วเรื่องกลับบ้านกับเรื่อง ควาย มันเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ว่าเราแยกมันออกไป เวลาตัดรวมเป็นเรื่องยาว ก็รู้สึกว่า เอ้ มันควรจะแยกออกมาเป็นตอนจบ ไอ้ส่วนที่เชื่อม ที่เป็นรูปตอนแก่ๆ ก็หายไป ก็ยกออกไป รู้สึกว่ามันจะยุ่งเกินไป

ถาม
ก็เลยเอาไปไว้ช่วงเอนท์เครดิตเลย
พี่ต้อย คือเรามองว่าเป็นหนังเรื่องยาว ก็เลยมีการร้อยเรียงกันใหม่

ถาม ก็คือตั้งแต่ช่วงแรกที่ทำ ตั้งแต่เรื่อง “กาล” แล้วก็ทิ้ง(ระยะเวลา)
พี่ต้อย คือทำเรื่องกาลน่ะ แล้วก็ค่อยมาทำเรื่องควาย ชื่อเดิมก็คือ “ก่อน” เรื่องก่อน กับเรื่องกลับบ้านน่ะเป็นเรื่องเดียวกัน แล้วก็ไปทำงานหลายอย่าง ไปตัดรายการ ไปทำกันตนา ไปตัดละครให้คุณฉลอง ภัคดีวิจิตร

ถาม ไปเข้าแวดวงโทรทัศน์ไปเลย
พี่ต้อย ไปเข้าแวดวงโทรทัศน์

ถาม ทำไมกลับมาทำอีกทีนึงล่ะ? มาทำงานที่ไม่ค่อยได้ตังค์แบบนี้
พี่ต้อย ก็...หลังจากทำงานด้านโทรทัศน์ ก็มาทำเป็นงานผู้ช่วยอาจารย์สอนที่ธรรมศาสตร์(ภาพยนตร์) ก็คือพยายามจะดึงตัวเองให้กลับมาใกล้หนัง แต่มันต้องเป็นอาชีพด้วย คือมันดูไม่ออกไงว่ามันจะสามารถเป็นอาชีพได้อย่างไร หมายถึงพวกหนังสั้นหนังอิสระ ด้วยที่เรามาจากฐานะแบบคนชนชั้นล่าง

ถาม
พ่อแม่ไม่ได้ร่ำรวยมาก
พี่ต้อย พ่อแม่ไม่ได้ร่ำรวยมาก จริงๆ แล้ว ตัวผมเองน่ะ มองตัวเองว่าพ่อแม่ส่งมาเพื่อหาเงิน คือ เหมือนคนบ้านนอกทั่วๆ ไป เขาส่งลูกหลานมา...

ถาม ลูกคนโตเหรอ?
พี่ต้อย คนโต...คือพวกที่เขาส่งลูกหลานมากรุงเทพเนี่ย คือ ถ้ามองอย่างตัวเราเนี่ย ก็ต้องหาเงินส่งทางบ้าน

ถาม ก็เป็นความหวังของครอบครัวแหละ
พี่ต้อย ใช่ๆ นั้นแหละ ทำให้ตัวเราแบบว่า ไม่สามารถที่จะคิดอะไรนิ่งๆ ได้ แต่พอมาอยู่นานๆ เราก็เริ่มลืมว่าหน้าที่ของเราคืออะไร แล้วก็ทำงาน..

ถาม ตอนโน้นคือโทรทัศน์..แล้วไปได้ดีไหม?
พี่ต้อย มันก็เป็นอาชีพที่เหมือนงานประจำเลยน่ะ ไม่ได้คิดสร้างสรรค์อะไรมากน่ะ ก็ได้คิดเหมือนกัน แต่คิดตามระบบ ตามนายทุน ตามเจ้าของรายการ ตามสปอนเซอร์ คือเป็นงานที่แค่ต้องจัดการให้จบ ทำยังไงก็ได้ให้มันมีรายการออกทุกอาทิตย์ พอทุกอาทิตย์ปั๊บ ก็แทบจะไม่ต้องคิดอะไรแล้ว แค่ทำให้มันเสร็จๆ แค่เสร็จก็ตายแล้วไง ดึกดื่นก็ต้องให้เสร็จ

ถาม กี่ปีแล้วนะโทรทัศน์
พี่ต้อย ก็ประมาณ 2-3 ปีกว่าๆ เห็นจะได้

ถาม
ก็ดูเหมือนรายได้จะดีนะ
พี่ต้อย ถ้าทำในรูปแบบประจำจะดี ไม่ดีมาก ก็เหมือนพนักงานเงินเดือนเลย แต่คนอื่นเนี่ย ถ้าเขาสนใจทางด้านการตัดต่อ เขาจะไต่เต้าเนี่ย เขาก็ทำได้ดี

ถาม แต่เราไม่ใช่วิสัยอย่างนั้น
พี่ต้อย มันไม่ใช่อย่างนั้น

ถาม เรายังคงสนใจเรื่องของผู้คนตัวเล็กตัวน้อย สิ่งแวดล้อม
พี่ต้อย อืม....เราไม่มีความรู้สึกว่าอยากจะก้าวไปเป็นใหญ่

ถาม
ไปเป็นโปรดิวเซอร์รายการ
พี่ต้อย อืม ก็คิดว่า มันไม่มีทางก้าวหน้าเลยนะ มันไม่สนุกเลยกับสิ่งพวกนี้

ถาม แล้วในฐานะที่เป็นความหวังของครอบครัว มันก็ต้องลำบาก ต้องชั่งใจ
พี่ต้อย ใช่ๆ ตอนไปเป็นผู้ช่วยอาจารย์บรรจง (โกศัลยวัฒน์) สอนที่ธรรมศาสตร์ ตอนแรกก็เป็นประมาณลูกจ้างประจำ ไม่ได้เป็นราชการ แต่ก็ดูลักษณะงานแล้วก็น่าจะเป็นงานที่มั่นคง ตอนนั้นคือ ลองทำเพื่อพ่อแม่ดู ลักษณะการทำงานก็เหมือนงานราชการน่ะแหละ

ถาม ผู้ช่วยสอน
พี่ต้อย ไม่ได้เรียนโท ไม่ได้อะไร ก็เลยเป็นผู้ช่วยสอน แต่ทำให้ได้รู้ว่าไทเกอร์ทีม(บริษัทของคุณธนิตย์ จิตนุกูล)เขารับคนตัดต่อหนัง ก็เลยสมัครไป เขาก็เรียกเข้าไปทำ ก็เลยลาออกจากการเป็นผู้ช่วยสอน

ถาม คือเราเห็นว่า มันมีโอกาสที่เราจะเข้าใกล้หนัง ...ลองดูว่าจะทำ
พี่ต้อย ลองดู เพราะว่าเมื่อก่อนเนี่ย ก่อนหน้านี้ไม่กี่ปีการเข้าไปทำหนังไม่ใช่เรื่องง่ายๆ รุ่นพี่ที่เคยเข้ามาทำหนังก็บอกว่า เอ็งอย่าไปทำเลยหนังน่ะ ถ้ามีงานประจำทำก็ทำไป คือเหมือนมันไม่สามารถการันตีว่าจะมีชีวิตที่ดีได้

ถาม มันไม่แน่นอน เพราะว่าพอจบเรื่องนึงเนี่ย มันก็ไม่แน่ว่าเรื่องต่อไปมันจะได้ทำหรือเปล่า?
พี่ต้อย อืม ตอนแรกที่คุยกัน ก็คุยว่าจะให้เป็นเงินเดือน เข้าไปในไทเกอร์ทีมตอนนั้น รู้สึกว่ากำลังบูม โปรเจ็คท์เยอะ พอเข้าไปก็ทำไม่กี่เรื่อง (พี่ต้อยตัดเรื่อง “102 ปิดกรุงเทพฯ ปล้น”, “ขุนศึก”) โห รู้สึกว่า มันสนุก แต่ในความเป็นอยู่มันตรงกับที่พี่เขาเคยบอกไว้ มันก็ลำบาก แต่เราก็ไม่ทิ้งนะเราก็ทำไปจนหนังจบ แต่กว่าหนังจะจบก็ 2 ปี ซึ่งกว่าจะจบก็เกิดปัญหามากมาย

ถาม แล้วพอทำถึงเรื่องสุดท้าย ซึ่งก็คือเรื่อง 102ฯ
พี่ต้อย คือคนอื่นเขาก็ทิ้งไปทำงานอื่นแล้ว แต่เราเหมือนกับว่า ความรับผิดชอบ ก็ต้องทำให้จบ

ถาม แล้วต่อจากนั้น ก้าวต่อไป เป็นอย่างไร?
พี่ต้อย ก็กลับไปทำทีวีอยู่พักนึง ทำประมาณ 3 เดือน ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่ใช่ทางของเราแหละ แต่คิดไม่ออกว่าจะไปทำอะไร คราวนี้มาทำเป็นโปรดิวเซอร์

ถาม กลับไปหาตังค์เลี้ยงตัวเองต่อแหละ
พี่ต้อย ใช่ครับ คือเราจะมองว่าหนังเนี่ย ถ้าไม่หนีไปทำโฆษณาซึ่งเราไม่เอาแน่ๆ เพราะว่าเราไม่ได้แอ็คทีฟขนาดนั้น เราไม่ชอบเลย เราทำไม่ได้ ทางของเราไม่ใช่ว่าจะทำโฆษณาได้ ก็มาทำทีวีเนี่ยแหละ แล้วก็มีพี่สืบ(คุณบุญส่ง นาคภู่) ชวนกลับมาทำหนังอีก ก็เลยลาออกจากงานทีวี ระหว่างรอทำหนังก็กลับไปบ้าน ไปถ่ายหนังสั้นที่ค้างคาใจจนจบ 5-6 เรื่องนั้นน่ะ

ถาม คือทำในจังหวะหยุดพักพอดี
พี่ต้อย จังหวะหยุดพักพอดี รอทำหนังใหญ่ แต่มันไม่ชอบตรงที่รอน่ะ แต่ก็จะรอตรงนี้ ช่วงที่รอที่ไม่มีประโยชน์อะไรเนี่ย เราก็ไปโน้น ระหว่างที่ไปถ่ายหนังสั้น พี่สืบก็โทรมาบอกว่า เออ ตั้งกลุ่มปลาเป็นว่ายทวนน้ำกัน แล้วก็จะโยกโปรเจ็คท์ไปทำกับกลุ่มปลาเป็นฯ อะไรสักอย่าง เราก็เออ ดีๆ เอาไงเอากัน แล้วเราก็ถ่ายหนังของเราจนจบ สรุปแล้วทำงานหนังน้อยมาก จริงๆ มันเป็นเป็นคนทำหนังแหละ แต่เผอิญต้องแบ่งเวลาไปทำงานประจำเยอะ

ถาม มีอะไรต้องรับผิดชอบ
พี่ต้อย ช่วงนั้นถ้าเราไม่ทำงานอะไร มามุ่งแต่ทำหนัง เราอาจจะตายไปแล้วก็ได้ คนอื่นที่เคยทำหนังสั้นเขาก็ไปทางอื่นหมด ตั้งแต่ประกวดหนังสั้นครั้งที่2-3

ถาม เพราะว่าการทำหนังอิสระยังไม่สามารถเป็นอาชีพได้ในบ้านเรา
พี่ต้อย เรารู้อยู่ มันยังเป็นอาชีพไม่ได้ คนเขาก็ไปทำอย่างอื่น แล้วแต่ว่าใครจะหาเวลาไปทำหนังสั้นได้มากน้อย

ถาม สรุปแล้ว ก็ได้งานมาชุดนึง...ครบทุกเรื่อง ก็เลยเอามารวมกัน
พี่ต้อย ก็ได้มาครบหมด

ถาม แล้วตอนนั้นอยู่อย่างไร พวกค่าใช้จ่าย ค่าอาหาร
พี่ต้อย ตอนทำรายการทีวีก็ได้เงินอยู่ก้อน แค่ประมาณ 3-4 เดือนมันก็มีเงินก้อนแล้วนะทีวีเนี่ย พอลาออกแล้วมาอยู่บ้าน มันก็ไม่ได้ใช้จ่ายอะไรเยอะนี่ที่เชียงราย ไปถ่ายก็ด้วยงบที่มี ก็กลับกลายเป็นเรื่องดีไป แล้วก็มีเวลากับมันมากขึ้น

ถาม ต้อยใช้เวลาถ่ายยังไง
พี่ต้อย ก็ประมาณ 2-3 เดือน ครั้งล่ะประมาณ 20 วัน คือมันไม่ถึงกับถ่ายเป็นล่ำเป็นสัน ถ่ายกันทุกวัน ไปดูไปเห็นไปพัก

ถาม
คือ เราเห็นอะไรตรงไหน เรารู้สึกอะไรตรงไหน
พี่ต้อย เราก็ค่อยๆ ไป ค่อยๆ เก็บ

ถาม
ก็ดีนะ คือมันเป็นช่วงเวลาที่เราได้...
พี่ต้อย ได้ค้นพบตัวเอง

ถาม
ใคร่ครวญไตร่ตรอง
พี่ต้อย ให้ความคิดกับชีวิตตัวเองได้ว่า มันสำคัญนะที่ต้องคิดนะว่า เราเป็นลูกคนโต เราจะทำมาหากินยังไง ครอบครัวเราจะเป็นยังไง มันเป็นช่วงที่ว่ากดดันเหมือนกัน...พอมันผ่านอะไรมามากๆ ใจมันก็จะสงบ

ถาม
คือดูปุ๊บ
พี่ต้อย มันเหมือนกับปลงในชีวิต(หัวเราะกันหมด) เห็นสัจจะธรรม
ถาม คือ มันจะกลมกลืนกับธรรมชาตินะ...คือที่เราดูหนังนะ เราเห็นความรู้สึกตรงนั้นออกมา ดูแล้วมันสงบดี
พี่ต้อย คือลักษณะเหมือนสมองเรานะ มันผ่านอะไรมายากๆ เราก็เป็นคนตัวเล็กๆ คนหนึ่ง มันจะเกิดมันจะตาย มันจะดับ มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของมัน ก็ควรเข้าใจมันซะ...เราเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ก็จะวุ่นวายๆ ใช่หรือเปล่า ชีวิตเราก็จะเห็นแต่ด้านนี้ พอออกมาข้างนอก มันก็จะเห็นแต่ความสง๊บสงบ อะไรในโลกมันก็มีต้นม้งต้นไม้ ถ้าเราไม่ไปดิ้นรนอะไรมากๆ เราก็จะเห็นสิ่งพวกนี้

ถาม แล้วอย่างเรื่อง “นักดนตรี” หรือ “วันที่ยาวนาน” เรามีประเด็นอะไรอยู่ในใจไหมก่อนหน้าที่จะไปถ่าย หรือว่าเราสะดุดใจเราอยู่แล้วว่า เรื่องนี้เราอยากจะทำ
พี่ต้อย อย่างนักดนตรี จริงๆ ไม่ใช่สารคดีนะ เป็นเรื่องที่เราคิดขึ้นมาเอง โดยเรื่องก็แทบจะไม่มีเรื่อง เป็นอารมณ์ความทรงจำตอนเด็กของเรา แต่ว่าเอาคนที่เขาเล่นซึงมาเล่น มันเป็นอารมณ์มากกว่า เพราะฉะนั้นมันก็เป็นอะไรที่คิดไว้ ส่วนเรื่องวันที่ยาวนาน ก็คือ ชีวิตของคุณยายคนนี้ เราก็อยากจะถ่ายทอดมันออกมา

ถาม
คือเขาอยู่ในแถวหมู่บ้านอยู่แล้ว
พี่ต้อย เรื่องนี้มีจริงๆ อยู่ตรงนั้นเลย บ้านเขาอยู่ตรงนั้นเลย แต่ว่ามันมีการหยิบเอาความจริงมาเสริมแต่ง ทำให้มันมีอารมณ์ อะไรประมาณนี้ จัดวางซะ เอาแมวเข้ามา เอาศพเข้ามาใส่เข้าไปด้วย จริงๆ ตอนที่เขาโทรศัพท์น่ะ เขามาโทรศัพท์ที่บ้านผม บ้านเขาจริงๆ ไม่มีโทรศัพท์ ก็นัดให้ลูกเขาโทรมาหาจริงๆ พอคุยแล้วเราก็ถ่าย จัดการเรียบเรียงซะว่า คุยที่บ้านเขาน่ะแหละ จะถ่ายทอดชีวิตเขา แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้จากคือเขา เรื่องความตงความตาย มาประกอบกันด้วยแหละ ไม่ได้เอามาจากตัวเราทั้งหมด ได้มาจากตัวเขาด้วยอีกประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ เอามาประสานกัน มันคือลักษณะการทำงานของสารคดี ต้องดูว่าเขาให้เราได้แค่ไหน เราจะใส่เข้าไปแค่ไหน

ถาม
เห็นหลายๆ เรื่องของต้อยจะมีภาพงานศพอยู่
พี่ต้อย มันเป็นภาพเก่าภาพหนึ่งที่อยู่ในบ้าน มันเป็นภาพงานศพ ขบวนแห่ ภาพนี้มันค้างอยู่ในใจ ขบวนแห่เมื่อก่อนเขาไม่ใช้รถ ใช้เกวียน มีควายลาก คือไม่รู้ว่าช่างภาพที่ไหนนะ เขาถ่ายเอาไว้ได้สวยงาม มันเป็นภาพที่จำ เราเลยชอบถ่ายงานศพ มันสวยงาม มันสงบ และมันก็เป็นอนิจจัง มันตรงกับ Concept ของเรา พวกชีวิตมันก็เท่านี้ อย่าไปหลงกับอะไรมาก ให้แบบว่าเข้าใจกับมันเสีย ให้มองด้านงดงามของมัน และถ้าสังเกตุจะพบว่าทุกเรื่องด่าทุนนิยม ว่ามันทำลายอะไรไปหมดน่ะ

ถาม
คือเหมือนจะพูดเรื่องชนบท พูดถึงบางด้านที่กำลังจะตายไป คราวนี้ พอหนังชุดนี้เสร็จปุ๊บ มันไปต่ออะไรยังไง
พี่ต้อย ก็ตอนที่มันเป็นเรื่องสั้น แต่แรกเริ่มที่เดียวตัวเรามีความคิดที่จะทำหนังเกี่ยวกับบ้านเกิดของเรา คือจริงๆ เราไม่ต้องสนใจว่าจะเป็นหนังเลยก็ได้ จะเขียนหนังสือ หรือจะเป็นนิทาน เกี่ยวกับบ้านเกิด มันค่อยๆ เล่าออกมา
พอมันทำออกมาเสร็จ ก็เสร็จไม่พร้อมกัน ก็ค่อยๆ ทยอยส่งก็มีได้รางวัลรองชนะเลิศอะไรบ้าง เราก็อยากทำให้มันเป็นซีรียส์ แต่เราก็มองไม่ออกว่ามันจะไปเทศกาลอะไรยังไง คือเรามองไม่ออกหรอก ว่าเอามารวมกันแล้วจะไปเทศกาล เรามองแค่ว่าเราจะรวมเป็นซีรียส์ของเราเอง เราทำเพื่อตอบตัวเราเอง จากที่ได้ดูก็จะรู้ว่ามันไม่ได้ตอบอะไรเลย

ถาม
คิดมาเพื่ออะไร
พี่ต้อย เรามองโลกอย่างนี้ เราอยากจะเก็บความทรงจำเกี่ยวกับบ้านเกิดเราไว้อย่างนี้ แค่นั้นแหละ พอทำเสร็จก็จะรวมๆ ซะ ให้มันชัดขึ้น พี่ลิ(คุณชลิดา เอื้อบำรุงจิต) ก็บอก เอามารวมกันก็น่าจะมีพลังขึ้น เราก็เอามารวมๆ แล้วก็ฝากพี่เขาติดไม้ติดมือไป หลังจากนั้นเนี่ย คนเขาก็มาสนใจ เสร็จแล้วก็ฝากพี่ปุ่น(คุณธัญสก พันสิทธิวรกุล) ไป เสร็จแล้วก็มีเทศกาลหนังจอนจู เป็นที่แรกที่ติดต่อหนังยาวมา และเป็นที่แรกที่จะเอาเข้าฉาย หลังจากนั้นก็บางกอกฟิล์มเฟสติวัล ติดต่อหลังจอนจู แต่ว่างานเริ่มก่อน คือเหมือนว่า เขาเป็นคนเลือกเองไง ทีมที่บางกอกฟิล์มฝรั่งเป็นคนเลือก คือเขาก็เลือกว่า เออ มันจะมาอยู่ตรงนี้นะ จริงๆ แล้วทั้งสองอันเราไม่ได้ส่งเลย

ถาม
คือมีคนช่วยผลัดกัน
พี่ต้อย มีคนช่วยผลักดัน ..คือเราก็แปลกใจ ว่ามันไปต่อด้วยเหรอ คือพอมันรวมแล้วก็คิดว่ามันจบ แต่ว่าพอรวมแล้วมันก็มีที่ทางที่จะไปต่อ

ถาม
ก็ปรากฏว่าได้ไปที่จอนจู เกาหลี แล้วที่ไหนอีก ร็อตเตอร์ดาม?
พี่ต้อย ร็อตเตอร์ดามยังเป็นหนังสั้นอยู่ เทมเปเล่ นี่ถือว่าได้เข้าไปร่วมประกวด แล้วก็ที่รัสเซีย แล้วก็อีกสามที่ตอนนี้ที่เขาให้ส่งไป ก็รอฟังผลอยู่ มันก็น่าจะประมาณปลายปี

ถาม
ไปแต่ล่ะที่ เห็นงานของเราแล้วก็เห็นงานของต่างชาติแล้ว ต้อยรู้สึกว่ามีความแตกต่างกันยังไง?
พี่ต้อย คือเรามองของเราเองเนี่ย เราอาจจะเห็นไม่ชัด พอเอาไปฉายในงาน พอเห็นงานของคนอื่นเนี่ย เออว่ะ งานเราพอมีอะไรอยู่ เราจัดวางมาดี งานของเขาบางทีเป็นงานทดลองอยู่ เป็นงานทีวีอยู่ ด้วยความที่เราทำของเรามานานนะ ค่อยๆ ทำค่อยๆ อะไรไป เราไม่ได้เร่งรีบเพื่อจะเอาไปฉาย อยากให้สมบูรณ์ที่สุด มันก็เลยดูค่อนข้างจะสมบูรณ์ เลือกเอาส่วนที่ดีที่สุดมาทำ

ถาม
เราก็มั่นใจกับหนังเราประมาณนึงล่ะ
พี่ต้อย เราก็มั่นใจกับหนังของเรา เราก็ไม่อายอะไร ตอนแรกที่จอนจู กรรมการดูหนังเรื่องอื่นแล้วยังไม่มีที่ชอบเลย แต่พอดูหนังของเรา พี่ลิบอกมา ก็ค่อนข้างจะมีโอกาสนะ พอจะขึ้นไปรับรางวัลก็มีคนบอกว่าจะได้ บอกอย่างไม่เป็นทางการ

ถาม
สรุปก็คือได้เป็นรางวัลอะไร?
พี่ต้อย ได้เป็นรางวัล เจเจสตาร์อวอร์ด มันมีรางวัลเดียวรางวัลนี้ มันมีสายประกวดหลักสองสายคือ ผู้กำกับหน้าใหม่ และดิจิตอล สเปคตรัม คือรางวัลใหญ่เท่ากันแต่แบ่งเป็นสองอันสองสาย สายดิจิตอลเราก็ได้ไป เป็นรางวัลที่มหาวิทยาลัยจอนจูเขาให้ ส่วนอีกสายหนังอเมริกันได้ไป เทศกาลนี้เขาเน้นหนังอาร์ตหนังทดลอง หนังที่มีกลิ่นอายเฉพาะตัว จะไม่ใช่หนัง

ถาม
ไม่ใช่เล่าเรื่อง ไม่ใช่ฟิคชั่น
พี่ต้อย อ่า ไม่ใช่แบบว่าบันเทิงมาก

ถาม แล้วที่ร็อตเตอร์ดามเป็นอย่างไรบ้าง? ได้ยินว่าเน้นหนังทดลอง
พี่ต้อย พอดีไปไม่กี่วัน ก็เลยไม่ค่อยได้ดูหนังในเทศกาลเขาเท่าไหร่ แต่เท่าที่ได้ดูเหมือนมาตรฐานเขาสูงไป ดูแล้วเราไม่ค่อยเข้าใจ คนก็สนใจเยอะ หนังของเราฉายในโปรแกรม ซ็อคกิ้งไทยไนท์ ฉายประมาณ 3-4 เรื่อง แต่ว่าวันที่ฉายเรายังไปไม่ถึง จากที่ได้ดูมันออกแนวทดลอง แต่ว่าก็มีพวกปรกติ โบรคแบ็คเมาท์เท่นก็ฉายที่นั้น

ถาม
มันเหมาะกับคนที่ทำหนังประเภทไหน? ร็อตเตอร์ดาม
พี่ต้อย ยุโรป แล้วก็คนที่ทำหนังทดลอง

ถาม
ทดลองแบบไม่รู้เรื่องเลย?
พี่ต้อย เออ ไม่ใช่ มีทิศทาง มีเรื่องราวอยู่

ถาม
ไม่เร้าอารมณ์ไม่เร้าใจ เดินเรื่องไปเรื่อยๆ
พี่ต้อย ได้ไปไม่กี่วัน น้อยมาก เลยเห็นภาพรวมไม่ค่อยชัด งานนี้ก็ประกวดทั้งยาวและสั้นน่ะแหละ

ถาม
แล้วรัสเซีย
พี่ต้อย รัสเซียนี่เป็นเทศกาลหนังสารคดีเลย ได้ทั้งยาวและสั้น

ถาม ขอให้เป็นสารคดี
พี่ต้อย อืม มีรางวัลซึ่งหลายรางวัลเหมือนกัน เท่าที่ได้ดูมันมีงานทางทีวีเยอะเหมือนกัน ไม่เชิงนะ มันจะเป็นประมาณว่าเหมือนนำเสนอเรื่องเอ็นจีโอมาช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่มีคนมาพูดมาบรรยาย

ถาม
ถ้าพูดในแง่โปรดักชั่น
พี่ต้อย กล้องดิจิตอลเยอะ เกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ได้

ถาม ที่เรียกว่าประสบความสำเร็จคือที่จอนจู เกาหลี เราได้รางวัลมาเป็นกิจจะลักษณะหน่อย แล้วตอนต้อยไปที่ต่างๆ ได้เห็นโอกาสอะไรบ้างสำหรับคนทำหนังสเกลแบบนี้
พี่ต้อย หาเรื่องของตัวเอง ควรจะมีเมสเซสต่อโลกด้วยไง คือในหนังควรจะมีความคิดต่อสังคมต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ทำเพื่อหวือหวาอย่างเดียว ให้มีความลึกของมันน่ะ งานของเราเนี่ย มันดูง่ายแล้วก็จริงใจไง เห็นถึงความจริงใจอยู่สูง เขาเห็นปุ๊บก็จะคิดต่อว่า เรามองโลกยังไง ค้นหาตัวเองให้เจอแล้วก็เชื่อมั่นกับมัน

ถาม
ตอนที่ทำ “กาล” เมื่อก่อน กับหนังชุดหลังนี่ มันมีความแตกต่างกันยังไง
พี่ต้อย ตอนทำกาลกับก่อน เวอร์ชั่นเก่า เราก็คิดว่านิ่งของเรานะ แต่ตอนท้ายยังใส่ดนตรีเร้าอารมณ์ ในช่วงท้ายๆ เรื่องน่ะ แต่พอมาชุดหลังนี่ไม่มีแล้วนะ เอาออกไป ให้มันนิ่ง ถ้ามันเร้าแล้วเหมือนจะดูได้ครั้งเดียวจบ ถ้ามันนิ่งแล้วคนดูก็เอาไปคิดอะไรต่อได้

ถาม
หมดหนังชุดนี้แล้วจะทำยังไงต่อ จะกลับไปทำงานอะไร?
พี่ต้อย คือจะทำอย่างนี้ ต้องบอกว่าจะพยายามก็แล้วกัน พยายามเป็นตัวของตัวเอง ให้เลี้ยงชีพได้ด้วยตัวเอง อย่างทำสารคดีแบบนี้ นี่แหละคือแนวทางของเรา แต่ว่านานๆ อาจจะทำออกมา อาจจะไม่ทำเองทั้งหมด อาจจะร่วมกับพี่สืบ ช่วยๆ กัน เราอาจจะมาหาว่าเอาอะไรมาใส่ในงานของเราได้ หนังของผมค่อยๆ ทำ คือคิดทำซ้อนไม่ได้

ถาม
ก็คือเลือกที่จะทำหนังที่เราคิดว่าเราจริงใจกับมันที่สุด โดยที่เราก็พยายามประคับประคองตัวเองไปด้วย
แล้วตอนนี้มั่นใจกับตัวเองแค่ไหนแล้ว เราได้รางวัลมา
พี่ต้อย มันเป็นจุดเริ่มต้นมากกว่า ว่าเราจะต้องเดินหน้าแหละ มันเป็นสิ่งที่ผลักดันให้เราอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ เราต้องต่อยอดให้มัน

ถาม
พอเห็นทาง?
พี่ต้อย พอเห็นทาง พอเห็นทางอยู่ คือไอ้สิ่งที่เราทำไว้ มันจะช่วยให้เราก้าวต่อไป....


++ เพิ่มเติม

The Stories from the North (เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ) มีจำหน่ายแล้วที่ร้านหนังสั้น จตุจักรโครงการ 27 หลังกองอำนวยการ