บทสัมภาษณ์พี่ใหม่ อโนชา สุวิชากรพงศ์   พี่ทองดี และพี่เหวย
14 พ.ค.2549 รายงานโดย nutton




++ จุดเริ่มต้นของหนัง

++ โปรดิวเซอร์

++ นักแสดงและทีมงานคนอื่นๆ

++ ความรู้สึกต่อผลงานที่ออกมา

++ โครงการ Cinefoundation

Specification

Original Title
                        เกรซแลนด์  (Graceland)
English Title                          Graceland
Cast                                        Sarawut  Martthong
                                                  Jelralin  Chancheonglop
Written / Directed by          Anocha  Suwichakornpong
Producer                                 Jetnipith  Teerakulchanyut
                                                  Soros  Sukhum
Director of Photography     Ming Kai Leung
Art Director                            Karanyapas  Khumsin
Editor                                       Lee  Chatametikool
Sound Design                        Akritchalerm  Kalayanamitr
                                                  Shimizu  Koichi
Original music                 Jetamon Malayota
Sound Recordist                  Teekhadet  Vucharadhanin
1st Assistant Director          Monaiya  Tharasak  
Length                                     17.37 minutes
Format                                    35 mm. (ratio 1/1.85), Colour,                                                  Stereo
Genre                                      Drama
Language                              Thai with English subtitles
Years of Production            2006
Premiered                             Cine-fondation Cannes Film                                                  Festival 2006
Country                                   Thailand

Contact: 
Tel: ++669-728-9411, ++669-811-5186,
E-mail: maigoodess@mac.com, gracelandshortfilm@yahoo.com

....................................................................

หลายๆ คนอาจจะได้ทราบกันแล้วว่า  มีหนังสั้นเรื่องหนึ่งฝีมือคนไทย ชื่อเรื่องว่า “Graceland” กำกับโดยพี่ใหม่  คุณอโนชา สุวิชากรพงศ์  ได้รับเลือกให้เข้าร่วมในสายที่ชื่อว่า Cinefoundation ของเทศกาลหนังเมืองคานส์  เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะอยากรู้จักเรื่องราวและความเป็นมาของหนังสั้นเรื่องนี้ ทางไทยซ็อตฟิล์มจึงได้ขอติดต่อสัมภาษณ์คุณใหม่ รวมถึงพี่ทองดีกับพี่เหวย ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ให้หนังสั้นเรื่องนี้ และหนังสั้นกับหนังอิสระอีกหลายๆ เรื่อง อย่าง “Ordinary Romance” หรือ “Boy Genuis” ซึ่งทั้งสามก็ได้ให้เวลาว่าง มาพูดคุยกันแบบสบายๆ ครับ

 

++จุดเริ่มต้นของหนัง

ถาม : อยากให้พี่ใหม่แนะนำตัวสั้นๆ นิดนึงนะครับว่าเรียนที่ไหนมาและกำลังทำอะไรอยู่?
พี่ใหม่ : เพิ่งจบจากการเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียที่นิวยอร์ก ปริญญาตรีจบจากที่ลอนดอนด้านออกแบบเครื่องประดับ แล้วก็จบโทอีกตัวที่อังกฤษด้านวัฒนธรรมศึกษา

ถาม : ตอนที่ทำทีซิสนี่ทำไมไม่ทำที่อเมริกาล่ะครับ ทำไมถึงเลือกมาทำที่เมืองไทย?
พี่ใหม่ : อืม เพราะว่า... ตอนที่เรียนอยู่ก็ทำหนังบ้าง แต่ไม่เคยมีเรื่องไหนเลยที่เป็นคนอเมริกัน ไม่เคยเลย เพราะว่า.. ไม่เข้าใจความคิดของคนที่นั้น เพราะว่าจริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้อยู่อเมริกานานเท่าไหร่ก็ไม่กี่ปีเองเราคิดว่าเราไม่เข้าใจวิธีการคิดของเขา  เพราะฉะนั้นเวลาเขียนบทออกมาเนี่ย เขียนให้ตัวละครเป็นคนอเมริกันไม่ได้ ก็เลยคิดว่าต้องทำหนังที่เมืองไทยเนี่ยแหละ

ถาม : แล้วหนังสั้นเรื่องอื่นๆ ที่ทำก่อนหน้า Graceland นี่ ทำเรื่องของคนอเมริกัน?
พี่ใหม่  : ไม่ใช่..คือ อาจจะเป็นคนอเมริกัน แต่ว่าไม่ใช่คนอเมริกันจริงๆ เหมือนกับว่าเป็นคนต่างชาติ แล้วมาอยู่ที่อเมริกา ส่วนมากจะเป็นแบบนี้ จะแบบไม่ใช่คนอเมริกันจริงๆ เหมือนกับว่าเป็นนักเรียนต่างชาติแล้วมาอยู่อเมริกาหรือก็คือจะต้องมีอะไรที่ต่างชาติเข้ามาเกี่ยว คือเรารู้สึก เราไม่ใช่คนของประเทศนี้ อยู่ไม่นานพอที่จะเข้าใจเขา

ถาม : แล้วอย่าง Graceland เนี่ย ตัวเรื่องสามารถทำที่อเมริกาก็ได้ หรือรู้สึกว่าตอนเอามาทำที่เมืองไทย?
พี่ใหม่ : ให้พูดจริงๆ ก็คือ ถ้าให้ทำที่อเมริกาก็อาจจะได้นะ แต่ว่ามันก็มีอารมณ์นึง เพราะว่ามัน อย่างหนึ่ง Landscape มันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แล้วหนังของเราเนี่ย Landscape มันสำคัญมาก เวลาคิดถึง Landscape เนี่ยมันลิงค์ถึงความคิดของตัวละครอยู่ตลอดเวลา มันจะเกี่ยวเนื่องกันน่ะ  เพราะฉะนั้นถ้ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอเมริกาเนี่ย มันก็คงจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ตัวละครก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง อาจจะไม่ได้อยู่ใน..สมมุติตัวเอกที่เป็นนักแสดงเลียนแบบเอลวิสเนี่ย  เขาก็จะไม่ได้มีชีวิตอย่างนั้นน่ะ บ้านก็จะไม่ใช่แบบนี้

ถาม : ทำไมถึงได้เลือกที่จะหยิบเรื่อง Graceland มาทำเป็นหนังครับ?
พี่ใหม่ : จริงๆ แล้วตอนแรกเขียนอยู่สองเรื่อง ที่คิดว่าจะทำเป็นทีซิสเนี่ย แล้วก็ลองให้เพื่อนที่สนิทๆ กันอ่านดู ประมาณ 5-6 คน บอกเขาไปว่าไม่ต้องการความเห็นอะไรเลย ขออย่างเดียว ให้เลือกว่าจะเอาเรื่องไหน แล้ว 6 คน นั้นก็บอกว่า Graceland ทุกคน (หัวเราะ) ตัวเองก็คิดว่า เออ ก็อยากจะทำเหมือนกัน เพราะว่าเวลาที่กลับมาเมืองไทยทีไร มันจะเป็นช่วงที่ครบรอบเอลวิสทุกที  เดือนสิงหา พอกลับมาเมืองไทยปุ๊บเนี่ย นักแสดงเลียนแบบเอลวิสจะออกมาเยอะมาก  และจะเป็นเวลาเดียวกันที่เรากลับเมืองไทยทุกปี ก็เลยเป็นอะไรที่ฝังใจ  เออ มันก็แปลกดีเนอะ มีอะไรอย่างเนี่ย

ถาม : สำหรับพี่ใหม่เนี่ย เอลวิสก็ถือเป็นอะไรที่ส่วนตัว?
พี่ใหม่ : ใช่ ชอบเหมือนกันนะเอลวิสเนี่ย ชอบ...ไม่ใช่แบบเป็นแฟน แบบคลั่งไคล้  เมื่อก่อนก็คิดว่า เออดูแก่ๆ ต้องรุ่นปู่รุ่นย่าอะไรแบบนี้ แต่จริงๆ แล้วเขาก็รุ่นเดียวกับเดอะบีทเทลล์ ซึ่งคนรุ่นเราก็ยังชอบเดอะบีทเทลล์กันเยอะ แต่พอพูดถึงเอลวิสก็จะรู้สึกว่าแก่กว่า แต่จริงๆ แล้วก็ไล่ๆ กัน เขาอยู่สมัยเดียวกัน

ถาม : ตอนก่อนที่จะทำตอนเขียนบทอยู่ เคยคิดไหมครับว่าพอต้องใช้เพลงของเอลวิสเนี่ย มันจะมีปัญหา?
พี่ใหม่ : ไม่คิดว่าจะมีปัญหา (หัวเราะ) โอเคเราก็คิดว่าคงจะมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ แต่ก็คิดว่าเราขออนุญาตก็คงจะขอได้ ให้เพื่อนจัดการซึ่งตอนแรกก็ได้จริงๆ เขาบอกว่าได้ เขาให้ แต่ว่าพอมาตอนหลังก็ไม่ได้

ถาม : แล้วพอคิดที่จะทำหนังเรื่องนี้ขึ้นในเมืองไทยเนี่ย วิธีที่จะหาโปรดิวเซอร์เนี่ยเริ่มยังไงเหรอครับ?
พี่ใหม่ : ยากมากเพราะว่าส่วนตัวแล้วเนี่ย

ถาม : ไม่รู้จักใคร
พี่ใหม่ : ใช่แล้ว ข้ามาคนเดียว (หัวเราะ) เพราะไม่รู้จักใครเลยไง เพื่อนที่สนิทกันเนี่ย เขาก็ไม่ได้ทำหนังกันเลยสักคน เขาจะอยู่วงการอื่นกัน แล้วก็โชคดีที่รู้จักพี่จุ๊ก(คุณอาทิตย์ อัสสรัตน์) แต่ก็ไม่ได้สนิท

ถาม : รู้จักกันได้ไง?
พี่ใหม่ : รู้จักเพราะว่า มีเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งไม่ได้สนิทเลย แต่ว่าเจอกันหลายปีแล้ว  ตอนนั้นจะไปเรียนที่โคลัมเบีย เขาก็บอกว่าญาติเขาน่ะเรียนจบทำหนังมา  เขาก็บอกว่าลองโทรไปคุยดูสิ เราก็ลองโทรไปคุยกะพี่จุ๊กหนหนึ่งก่อนไปเรียนโคลัมเบียด้วยซ้ำ โทรคุยกันแล้วก็วางสายไปแล้วก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย สามปีให้หลังก็พี่จุ๊กเนี่ยแหละที่มาช่วยชีวิตเรา (หัวเราะ) แล้วพี่จุ๊กก็เป็นคนที่แนะนำให้รู้จักทองดีกับพี่เหวย  แต่เหวยนี่ไม่ใช่สิพี่เหวยนี่รู้จักผ่านพี่เต่านา (ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล)

...................................................................................



...................................................................................

...................................................................................



...................................................................................
....................................................................................

1

....................................................................................

++ พี่ทองดีและพี่เหวยกับการเป็นโปรดิวเซอร์

ถาม :   อยากถามพี่ทองดีกับพี่เหวยถึงขั้นตอนการทำงานใน Graceland เนี่ย มันยากง่ายยังไงครับเมื่อเทียบกับหนังสั้นหนังอิสระเรื่องอื่นๆ ที่พี่เหวยและพี่ทองดีเคยจับๆ มาน่ะครับ

พี่ทองดี : ยากยังไง? มันยากตั้งแต่บทแล้วน่ะครับ เราน่ะคุยกะใหม่ก่อน พี่จุ๊กแนะนำให้เราคุยกับใหม่ก่อน แล้วเราก็คิดว่าเราจะติดงาน ต้องยอมรับจริงๆ เราคิดว่าเราจะติดงาน พอเราอ่านบทเสร็จแล้ว เราก็คิดว่า มันไม่ยากน่ะครับ
ด้วยบทที่กำหนดไว้ว่าเป็นเวลากลางคืน  แล้วเราก็คิดว่าโครงสร้างของหนังมันจะใหญ่กว่าปรกติน่ะครับ
พี่เหวย : ใหญ่กว่าหนังสั้นโดยทั่วไป
พี่ทองดี : ใช่ เราไม่ได้มองว่าเป็นหนังสั้นด้วยซ้ำ เมื่อเราอ่านเสร็จ แล้วเราก็คุยกับพี่เหวย คือตอนแรกเราปฎิเสธไปก่อน เราบอกใหม่ไปว่าเราอาจจะทำไม่ได้ ลึกๆ เราว่าเรากลัวด้วยว่าเราจะทำได้จริงไหม หรือว่าตัวเราจะสามารถคุมมันอยู่ไหม พอดีก็ได้คุยกับพี่เหวย ว่าถ้าทำคู่น่ะได้ 
พี่เหวย : เพราะเดิมเนี่ย ใหม่มาคุยกับทองดี แล้วทองดีปฎิเสธไป ใหม่ก็เลยมาที่เรา ซึ่งเราคิดเหมือนกันว่า จริงๆ มันยากสำหรับหนังสั้นไง  คือเราคิดว่า ถ้าเราคนใดคนหนึ่งโดยลำพังเนี่ย มันค่อนข้างยากอะไรแบบนี้

ถาม : เพราะว่าถนัดกันคนล่ะอย่างหรือเป็นเรื่องของการจัดการที่ซับซ้อนด้วย
พี่เหวย : ด้วยๆ คือ ไอ้ความถนัดคนล่ะอย่างมันก็ด้วยฮะ
พี่ทองดี : แต่ว่าด้วยบทด้วย
พี่เหวย : ด้วยสเกลหนังด้วย ด้วยกับตัวใหม่เองอะไรแบบนี้
พี่ทองดี : เราว่ามันไม่ใช่หนังสั้นน่ะครับ เราว่ามันคือหนังยาวเรื่องหนึ่งที่มีความยาวแค่ 17 นาทีน่ะ เราก็เลยว่ามันต้องพึ่งกันทั้งคู่ ก็ต้องปรึกษากัน ก็คือการทำหนังใหญ่นะเราว่า

ถาม : แล้วพอมาทำจริงๆ คิดว่ามันยากกว่าที่คิดไว้หรือว่ายังไงครับ?    
พี่ทองดี : มันก็เป็นเหมือนที่คิดไว้
พี่เหวย : ไม่ เราก็คิดว่าพอลงมือทำจริงมันก็ยากเหมือนที่คิดน่ะแหละ ไม่ได้มากขึ้นหรือว่าน้อยลง ตัวเราว่ามันยากไง พอทำจริงๆ เออ มันก็ยากจริงๆ เออ มันก็อย่างเนี่ย

ถาม : เพราะอะไรครับ เพราะว่าเรื่องนี้ไปถ่ายในป่า แล้วมันก็เลยเป็นปัญหาใหญ่ หรือจริงๆ มีปัญหาใหญ่กว่านี้
พี่เหวย : สำหรับเราเราไม่คิดว่ามันเป็นที่โลเคชั่นนะ
พี่ทองดี : เราว่ามันเป็นที่เรื่อง
พี่เหวย : เป็นที่เรื่อง
พี่ทองดี : คือ ถ้าทำให้ถึงในสิ่งที่เราอ่าน เราไม่รู้ว่าเราคิดตรงกับใหม่อย่างนี้หรือเปล่า แต่เราว่าถ้าทำให้มันถึงน่ะ มันยากอยู่แล้ว คือถ่ายกลางคืนมันจัดไฟน้อยก็ได้ นึกออกป่ะ? หรือว่าถ่ายด้วยกล้องอื่นก็ได้หรือว่าอะไรก็แล้วแต่
ทำให้มันสมบูรณ์ที่สุดน่ะ เราก็คิดเราก็ปรึกษากัน ว่าต้องทำให้มันเต็มที่ ทำให้มันสุดทาง มันก็เลยยาก  (หันไปมองพี่เหวย) ใช่ป่าวว่ะ?
พี่เหวย : ใช่ๆ
พี่ทองดี : เพราะเราก็ปรึกษากันตลอดว่าถ่าย HD (High Defination) ไหม?  ถ่ายฟิล์ม 16 ไหม?   
พี่เหวย : คือเราก็พยายามหาข้อมูลมาหลายๆ อย่าง  เพี่อที่จะทำให้หนังออกมาดีที่สุด ทุกๆ ระบบที่เราคิดว่าเรารู้จักแล้วก็เราทำได้

ถาม : แล้วทำไมต้องเป็น 35 ?
พี่ใหม่  : จริงๆ แล้วเนี่ยเราอยากถ่าย 16 ด้วยซ้ำ แล้วทุกคนก็บอกว่า โพสต์โปรดักชั่นที่เมืองไทย 16 มันไม่พร้อม ออกมามันอาจจะแพงพอๆ กับ 35  หรือว่าอาจจะทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ก็เลย 35 ก็ 35
พี่เหวย : ก็พยายาม force ใหม่ให้ทำ 35 อะไรทำนองนี้ (หัวเราะ) 
พี่ใหม่ : เราอยากทำ 16 เพราะมันดูดิบๆ ดี แต่จริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่ดีที่ทำ 35 เพราะว่ามันมืดน่ะ แล้ว 35 ก็เซนซิทีฟกว่านะฟิล์ม ถ่ายในป่ามันก็เวิร์คกว่า

ถาม : ในฐานะของโปรดิวเซอร์ เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างสรรค์ของผู้กำกับมากน้อยแค่ไหน เพื่อลดทอนปัญหาบางอย่างออกไป
พี่เหวย : อย่างนี้ต้องให้ทองดีตอบ
พี่ทองดี : อ้าว (หัวเราะ)
พี่ใหม่ : จริงๆ แล้วให้เราตอบแทนก็ได้ เราคิดว่าทองดีน่ะดีมาก ทองดีกับี่เหวยไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยว ปล่อยเราตามใจ ซึ่งบางทีเราอาจจะไม่ดีก็ได้บางที เมื่อว่ากันในด้านโปรดักชั่นนะ เขาไม่เคยว่าเลยนะว่า เฮ้ย ไม่ควร
พี่เหวย : จริงๆ เราแอบพูดกัน
พี่ทองดี : จริงๆ แล้วเราถามทางอ้อม
พี่ใหม่ : เราเป็นคนที่ถามทางอ้อมแล้วจะไม่เข้าใจ ก็เลยช่วยไม่ได้ (หัวเราะกันหมด)
พี่ทองดี : จริงๆ แล้วเราว่า พอเราอ่านบทเสร็จใช่ป่ะ เราก็คุย เราก็ขอหนังเขาดู หนังที่เขาเคยทำน่ะครับ ดูเสร็จ มันก็มีหลายเรื่องนะ ดูเสร็จเราก็ เหมือนเราก็คุยกับเขา เราก็เคยถามเขา เราถามอ้อมๆ แล้วใหม่ไม่ได้ตอบเรา (พี่ใหม่หัวเราะ) คือเราก็แค่ดูว่ามันจะเป็นไปได้ คือพอเราอ่านบทแล้วเราชอบ เราว่ามันโอเคเราว่ามันน่าทำ เราก็เลยคุยกับเขาดูหนังเขา  เราว่ามันเป็นไปได้ที่เขาจะทำถึงมันน่ะ  คือบางคนเขียนแต่ว่าทำไม่ถึง เราคิดว่าเออ...นั่นเป็นหน้าที่ของเราทั้งคู่ด้วยที่ต้องทำให้ถึง หมายถึงว่าเขาเคลียร์ความคิดของเขาไปแล้ว แล้วเขาทำให้ไปถึงมันได้  เราไม่ต้องไปยุ่งนึกออกหรือไป  เราก็แค่ซัพพอร์ตในสิ่งที่จะทำให้มันถึงในแง่ของอุปกรณ์  ทีมงาน หรืออะไรก็ตามแต่ เรื่องไอเดียก็เป็นเรื่องของเขา บางคนคิดขึ้นมาทำหนังไซไฟอะไรก็ไม่รู้แล้วจริงๆ มันทำไม่ได้ในประเทศนี้หรือได้เงินแบบนี้ ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องบอกว่าพี่ มันทำไม่ได้
พี่เหวย : คือเราจะดูความเป็นไปได้
พี่ทองดี : ใช่ ก็คือเราอ่านแล้วก็แบบ เราคิดว่าทำด้วยทุนเท่านี้ไม่ได้นะ  เราก็จะบอกออกไป คือ สิ่งที่เราต้องพูดบอก

ถาม : อำนาจในการจัดการเรื่องเงิน เหมือนพี่ใหม่ก็ให้พี่เหวยพี่ทองดีช่วยดู
พี่ใหม่ : ใช่ๆ เขาก็ช่วยดูให้ทุกอย่าง เพราะว่าเราไม่มีความสามารถเรื่องนี้
พี่เหวย : คือ จริงๆ เรื่องนี้มันค่อนข้างแยกกันชัดเจน เพราะว่าเราจะทำแบบเมนเนจเมนท์ไปเลย เขาก็แบบครีเอทีฟแล้วก็ค่อยให้ตังค์เรามา คือวิธีการพี่คือพี่จะคุยกันไง ว่าเขาต้องการอะไร เราก็บอกเขาว่า เราทำอะไรให้เขาได้ ในราคาเท่านี้บาท บอกเขาว่าเขาโอเคไหม เหมือนอย่างที่พี่ทองดีบอก คือมีคนมาจะมาทำหนังไซไฟด้วยเงินเท่านี้ มันไม่มีใครโอเค มันเป็นไปไม่ได้ใช่ไหม เราก็พยายามคุยกันก่อน เนี่ยไอเดียเขาแบบนี้ ความเป็นไปได้ขนาดนี้ เราก็เสนอไปว่า เราจะใช้ตังค์เท่านี้ เป็นไปได้ไหม? มันโอเคไหม? คือ ถ้าทุกคนเห็นว่ามัน make sense ในราคาเท่านี้ เราก็โอเค คือเพราะว่าแบบพี่  พี่จะไม่ยอมตัดอะไรอยู่แล้ว  คือพี่ทำให้มันดูสมเหตุสมผล สมน้ำสมเนื้อ สมเงินที่สุดอะไรแบบนี้ มันไม่ใช่วิธีที่แบบว่า พยายามกดอะไรให้มันต่ำ ไม่ใช่ ไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร
พี่ทองดี : คือเราว่าทั้งหมดเนี่ย คือเรากับพี่เหวยทำงานด้วยกัน ทำด้วยกันตลอด ครั้งแรกที่เจอใหม่ เราจะบอกเลยว่าต้องดูเคมีก่อน คือถ้าพอเคมีโอเค คือสมมุติว่าพี่ใหม่มา “ฉันจะทำแบบนี้ ฉันแม่งคือสุดยอด คุณต้องทำแบบนี้ ”
คือพูดกันไม่รู้เรื่อง เราก็ไม่ทำไง พอพูดกันรู้เรื่องถึงเวลาเราก็คุยกันได้ แบบ เฮ้ยเงินมันเหลือเท่านี้ๆ
พี่เหวย : แล้วใหม่เขาก็เข้าใจ มันก็เลย…
พี่ทองดี : คือเราว่ามันอยู่ที่ เขาเรียกว่าอะไรล่ะ มันต้องโอเคกัน ไม่ใช่แบบปัญญาอ่อน กูคือคนทำหนังที่สุดยอด คงจะทำงานด้วยกันไม่ได้
พี่เหวย : ใช่ๆ
พี่ทองดี : คือเขาพูดรู้เรื่องเราก็พูดรู้เรื่อง
พี่เหวย : คือ มีเคมีต่อกันน่ะ
พี่ใหม่ : ปิ๊งกันว่างั้น

ถาม : แล้วใช้เวลานานไหมครับกว่าจะรู้ว่าเคมีตรงกันหรือเปล่า?
พี่เหวย : ของแบบนี้ใช้เวลาไม่นาน
พี่ทองดี : จริงๆ
พี่เหวย : คนที่ไม่มีเคมีคุยกันครั้งแรกก็จะรู้ว่าไม่มีเคมี  ของแบบนี้บอกไม่ได้ว่าอยู่ที่อะไร มันจะรู้เองน่ะ
พี่ทองดี : บางคนทำงานด้วยกันไม่ได้ มองหน้ากันก็รู้เลยว่าทำงานด้วยกันไม่ได้
พี่เหวย : ก็พี่คุยกับพี่ใหม่คือ ครั้งเดียว เราก็โอเคน่ะเราก็ทำงานด้วยกัน
พี่ทองดี : คือเรามากับพี่เหวยแล้วเราก็บอกว่าโอเค (ยิ้ม)
พี่เหวย : ใช่จำได้ เจอกันครั้งแรก  คุยกันสามคน ทองดีไปกับเราก็แบบ เฮ้ย โอเคว่ะ เราทำงานกับเขาได้
พี่ทองดี : ตอนแรกที่เราคุยกับใหม่ เราปฎิเสธใหม่ เพราะว่าเราไม่เคยทำหนังกับใหม่  ปรกติเราทำหนังอยู่ในกลุ่มแค่ 6-7 คนตลอดเวลา

ถาม : แต่ 6-7 คนนี้ก็มีครั้งแรกด้วยทุกคน

พี่ทองดี : ก็คือครั้งแรกแล้วก็ยาวมาเลยไม่มีครั้งแรกกับคนอื่นอีก

ถาม : แล้วอย่างแบบพี่จุ๊กเนี่ย คือครั้งแรกที่ทำงานด้วยกันก็ต้องรู้สึกว่ามีเคมีด้วยกันหรือเปล่าครับ
พี่ทองดี :  สำหรับเรา พี่จุ๊กอาจจะไม่เท่านี้  ครั้งแรกที่เราเจอพี่จุ๊กเราไปอัดเสียง คือไม่ต้องมีเคมีก็ได้คือก็อัดเสียงไปไม่ต้องมาคุยกันก็ได้ พอทำแล้วมาคุยกันแล้วมันเวิร์ค ก็เลยทำด้วยกันไปเรื่อยๆ
พี่เหวย : เหมือนกัน ครั้งแรกของเราเราก็เป็นผู้ช่วยพี่จุ๊ก เราก็แบบว่า ยังไม่รู้ว่าเรามีเคมีกับคนๆ นี้หรือเปล่า แต่ว่าพอได้อยู่ด้วยกันพอคุยกัน เราก็รู้ว่าเราก็ทำงานด้วยกันได้
พี่ทองดี : แต่อย่างนี้มันสำคัญไง เพราะว่ามันทะเลาะด้วยกันได้ง่าย
พี่เหวย : ใช่ มันสำคัญ
พี่ทองดี : ถ้าเขาไม่เชื่อใจเรา เราก็โกงเงินเขาได้เลย นึกออกป่ะ เขาโอนเงินมาให้เราเต็มเลย เราก็เอาเงินไปซื้อรถอะไรแบบนี้ (ทุกคนหัวเราะ) นึกออกหรือเปล่ามันสำคัญน่ะ  อันนั้นมันคนล่ะแบบ
พี่เหวย : อืม มันก็ตัดกันนิดๆ

ถาม : ต้องมีความเชื่อใจกันทั้งสองฝ่าย
พี่เหวย : ใช่

...........................................................


...........................................................
...........................................................


...........................................................
...........................................................


...........................................................
++ นักแสดงและทีมงานคนอื่นๆ

ถาม : ขอถามพี่ใหม่เรื่องนักแสดงหน่อยนะครับ รู้สึกว่าตัวเลือกแรกจะเป็นอ้นเลย
พี่ใหม่ : ใช่ๆ นึกหน้าอ้นอยู่ในหัวตลอดเวลาเลย จริงๆ แล้วเวลาเขียนบทเราจะชอบนึกหน้าคนทั่วไปอยู่แล้วน่ะ ว่าใครจะมาเล่นน่ะ ครั้งแรกที่รู้จักคือมีพี่สาวพูดถึง มีดาราอยู่คนหนึ่งเขาเขียนอีเมล์ไป ตอนนั้นเราอยู่ที่อเมริกา ชื่อ สราวุธ  ม้าทอง (หัวเราะ) จริงๆ แล้วเราก็ใคร สราวุธ ม้าทอง พอเรากลับมาเมืองไทย ก็เห็นในทีวีนิดเดียวเอง ละครช่อง 3 ก็เปิดไปเจอพอดี เขากำลังร้องไห้โฮๆ ก็อ๋อ แล้วทำไมไม่รู้ มีคนบอก “คนเนี้ย” เราก็แบบ คลิ้ก ว่าคนเนี่ยแหละสราวุธ แล้วเขาก็หน้าเหมือนลูกครึ่งนิดๆ คือเรานึกภาพว่าเขาแต่งเป็นเอลวิสออกเลยว่า ใส่แบบนี้ขึ้นแน่นอน หมายถึงในด้านฟิกสิคเคิลนะ ไม่ได้หมายถึงด้านการแสดง ดูภายนอกดูว่าเขาแต่งเป็นเอลวิสได้  แล้วก็รู้ว่าเขาค่อนข้างติสท์ๆ นะ มีการเล่นละครเวที เออ เหมือนกับทำนองว่า บางทีทำงานก็ไม่ได้ว่าเพื่อเงินอย่างเดียว เขาก็มีอะไรที่เขาต้องการมากกว่าค่าตอบแทนด้านเงินน่ะ  ทำอย่างที่ใจรัก ก็คิดว่า หนังเราเนี่ยถึงเป็นหนังนักศึกษา ค่าตัวก็ไม่ได้จะเยอะ ก็มีสิทธิที่ว่าเขาอาจจะสนใจ เขาอาจจะเล่น ก็คิดอย่างเนี่ย แล้วก็พอดีช่วงนั้น มีซึนามิน่ะ เขาหายไป เราก็คิดว่าอย่าเพิ่งตายแล้วกัน ถ้าไม่ตายก็กลับมาเล่นหนังกันก่อน เราก็นั่งภาวนาอยู่บ้าน ถ้าเกิดไม่ตายจริงๆ ขอให้มาเล่นหนังเรื่องนี้เถอะ ก็คิดว่าเออ คนนี้แน่นอน
พี่เหวย : ก็มาเล่นจริงๆ
พี่ใหม่ : เขาก็มาเล่นให้จริงๆ  ไม่น่าเชื่อ

ถาม : คุยกันยากไหมครับ?
พี่ใหม่ : ไม่ยากเลยนะ ตอนคุยกันก็รู้สึกว่าไม่ยากเลย  คือ
พี่ทองดี : เราคุยก่อน
พี่ใหม่ : ทองดีคุยก่อน
พี่ทองดี : คือ เหมือน เราว่าเขาโอเค เขาเคลียร์มาก คือเขาบอกว่า ทำไมเลือกผม อะไรประมาณนี้ เขาถามว่าหนังคืออะไร  เราก็บอกเขาไปว่า ต้องคุยกับผู้กำกับเลย เพราะว่าเขาเลือก พอเขาได้คุย เขาก็คุยกันน่ะ  แล้วเขาก็ตกลงรับเล่น
พี่ใหม่ : ใช่ พูดจริงๆ ว่า ถ้าเขาบอกว่าเขาไม่รับเล่นนะ  ก็ไม่ได้นึกถึงคนอื่นเลยนะ  ไม่นึกว่าใครจะมาเป็น second choice ไม่มีในหัวเลย

ถาม :  บอกเขาไหมครับว่า คุณเป็นตัวเลือกเดียว
พี่ใหม่ : ไม่ได้บอกด้วยซ้ำ เพราะในหัวไม่ได้คิดเลยว่าถ้าไม่ได้เขาเล่น แล้วใครจะมาเล่น ไม่ได้คิดน่ะ
ถือว่าโชคดี

ถาม : พอทำงานร่วมกันจริงๆ เป็นไงบ้างครับ?
พี่ใหม่ : เขาก็ดีนะ ขยันมากๆ เขาจะแบบทุ่มเทน่ะ บางทีทำเกินเวลาไปเยอะเขาก็ไม่ได้บ่น เขาก็แบบ ตั้งใจทำงานมาก

ถาม : ส่วนอีกคนซึ่งก็คือเจนเนี่ย เขามาจากการแคสติ้ง
พี่ใหม่ : ใช่

ถาม : อะไรที่ทำให้พี่ใหม่เลือกเขามาแสดงเรื่องนี้ครับ
พี่ใหม่ : เพราะว่าเขาเงียบๆ ดีน่ะ  ตัวจริงเขาก็เป็นคนเงียบๆ คือตัวเจนเนี่ย ถึงไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการแสดงมาก แต่คาแร็กเตอร์เขาก็ค่อนข้างให้กับบทน่ะ คือ เขาเป็นคนเงียบๆ แล้วก็ ตัวละครมันก็จะเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ก็คิดว่าไปได้ อืม...

ถาม : ก็เพราะว่าเรื่องนี้ก็เป็นการแสดงของคนแค่สองคน
พี่ใหม่ : ใช่

ถาม : ก่อนที่จะได้คุณอ้นกับคุณเจนมาเนี่ย คิดว่าหนักใจไหมครับ?
พี่ใหม่ : จริงๆ แล้ว ไม่ได้หนักใจเลย แต่ว่าตอนหลัง อ้นน่ะ แต่ผู้หญิงพอมาแคสเนี่ย ก็หนักใจเพราะว่าบทมันมีต้องถอดเสื้อผ้าเล็กๆ เราก็ไม่ได้คิดมาก่อนว่าในเมืองไทยจะเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนั้น  ว่าจะหานักแสดงหญิงมาถอดเสื้อผ้าเนี่ย เขาไม่ทำกัน เขาไม่ทำกันง่ายๆ หรือว่าเขาไม่ทำกันโดยที่ได้ค่าตัวนิดๆ (หัวเราะ)   ก็ค่อนข้างยาก

ถาม : อย่างเรื่องก่อนๆ รวมถึงเรื่องนี้เนี่ย ทำไมต้องไปมีเรื่องเกิดที่ป่า
พี่ใหม่  : จริงๆ แล้วเป็นทุ่งไม่ใช่ป่า  ...ถ้าให้พูดสั้น คือ เนื้อเรื่องมันบังคับอยู่เหมือนกันน่ะ  มันเหมือนกับว่าเขาออกจากกรุงเทพฯ จากความเจริญในด้าน ศิวิไลซ์น่ะ มันก็กลับเข้าสู่ธรรมชาติ อะไรประมาณนี้

ถาม : เรื่องต่อไปนี่จะถ่ายทำในเมืองไทยไหมครับ แล้วจะถ่ายด้วยฟิล์มอีกหรือเปล่า หรือจะไม่ถ่ายด้วยฟิล์มแล้ว?
พี่ใหม่ : ไม่ มันก็ไม่แน่หรอกนะ เพราะเคยพูดว่าไม่มีทางถ่ายฟิล์มอีกแล้ว แต่ก็ไม่แน่หรอก คนเรามันก็เปลี่ยนคำพูดกันได้ง่ายๆ (หัวเราะ) แต่ว่ามันก็แล้วแต่ว่าเรื่องมันเป็นแบบไหน คือถ้าเขียนมามันเหมาะที่จะใช้กับกล้องดิจิตอล ก็จะใช้ แล้วแต่ว่าบทเป็นอะไร คือไอ้อย่างเรื่องนี้ ถ่ายกล้องดีวีมันไม่เวิร์คแน่นอนเพราะว่าเราค่อนข้างจะพึ่งไอ้วิช่วลของป่า ของบรรยากาศ ของอะไรแบบนี้ มันเน้นด้านลุคพอสมควร ไม่ใช่สไตล์แบบ Blair Witch น่ะ

ถาม : อย่างตากล้องนี่คือเพื่อนที่เรียนด้วยกัน (ไค ชาวฮ่องกง)
พี่ใหม่ : ใช่

ถาม : เขาก็ถ่ายให้กับคนอื่นๆ ในกลุ่มที่เรียนด้วยกันด้วย
พี่ใหม่ : ใช่ เขาก็เป็นเหมือนกึ่งๆ ตากล้องประจำตัวเรา เล็กๆ เราให้เขาถ่ายตั้งแต่เรื่องแรกเลยนะ ทำงานด้วยกันเข้าใจดีน่ะ คือเขามีความอดทน แล้วก็ทำงานหนักเบาเอาสู้มากๆ ไคเนี่ย เขาเป็นคนที่มีเซนท์ ด้านการจัดองค์ประกอบภาพ ซึ่งแปลกมากเพราะเขาไม่ได้เรียนศิลปะมาเลย ก่อนที่เขาเรียนที่ film school คือเขาเรียนด้านนิติศาสตร์มาน่ะ ส่วนตัวเราจะเรียนด้านศิลปะมาเพราะฉะนั้นเราก็จะบ้าพวกจัดองค์ประกอบภาพมากๆ ไคเนี่ยเวิร์คจริงๆ เพราะว่าเขาถนัดมากเลยเรื่องนี้ มีพรสวรรค์ แล้วก็พูดคุยกันรู้เรื่อง แล้วพอทำงานด้วยกันสักระยะหนึ่งแล้วเขาก็รู้ มันซิงค์กันแล้วไง ไม่ต้องบอกมาก เขาก็จะรู้ว่าเราต้องการแบบนี้ๆ บอกกับี่เหวยและทองดีแต่แรกเลยว่าอยากจะได้คนนี้มาถ่าย ซึ่งมันก็ค่อนข้างจะลำบาก เพราะเขาไม่ใช่คนไทย บางทีก็อาจจะมีปัญหาด้านการสื่อสารบ้าง แต่ก็คุ้มนะ ใช่ม๊ะ?(หันไปหาพี่เหวย)
พี่เหวย : เพราะจริงๆ การที่เอาไคมาเป็นเซ็คชั่นเขาน่ะ เป็นคนที่เขาต้องคุยต้องอะไรด้วยตลอด มันไม่ได้เกี่ยวกับเราว่าลำบากหรือไม่ลำบากที่เอาเขามา เขาทำงานด้วยกันแล้วงานจะไปได้ด้วยดีเนี่ย เราก็ควรจะสนับสนุนให้เขาเอามา
พี่ทองดี : เป็นอย่างเดียวที่เขาขอ
พี่เหวย : ใช่  เรื่องจริง แล้วเราจะไม่ให้ได้ไง เขาก็ไม่ได้ขอเรียกร้องอะไรเลย
พี่ใหม่ : มันเป็นเรื่องสำคัญด้วยไง เพราะจากในทีมนี้ เราก็ไม่เคยทำงานกับใครเลย
พี่เหวย : ใช่ๆ เราเข้าใจ
พี่ทองดี : เขาก็มาบอกว่าขอเพื่อนคนหนึ่ง
พี่ใหม่ : เพราะคนนี้เราก็ทำงานด้วยกันมาหลายเรื่องแล้ว เออ มันอาจจะง่ายขึ้น ถ้าจะใช้ตากล้องที่ไม่เคยทำงานด้วยกันมาก่อน มันก็เสี่ยงเหมือนกันนะ โอเคมันอาจจะเวิร์คก็ได้ แต่เราก็อยากจะอุ่นใจนิดๆ น่ะ

ถาม : ตัวเขาก็ไม่เคยถ่าย 35 มาก่อน
พี่ใหม่ : ก็เคยถ่าย 16 แต่ไม่เคยถ่าย 35 มาเลย

ถาม : แล้วเขามีปัญหาด้านการทำงานไหมครับ  ได้ด้านต่างๆ การสื่อสาร อุปกรณ์ในโปรดักชั่นนี้
พี่ใหม่ : เขามีความสุขมากเลยนะ เขาชอบมาก ก็ติดต่อกันเรื่อยๆ อย่างก่อนหน้านี้ เขาเพิ่งโทรมา เขาชอบพูดจังเลย ว่าเออ ปีที่ผ่านมาช่วงที่มีความสุขคือตอนที่มาอยู่เมืองไทย ซึ่งไม่รู้ว่ามันปากหวานหรือเปล่านะ เขาเป็นคนที่ทำอะไรทำให้เต็มที่ แล้วเขาก็เห็นความตั้งใจของทุกคนในกองถ่าย เขาก็เลยบอกว่าเขาชอบ
พี่เหวย : ดีใจจัง

ถาม : แล้วการตัดต่อที่ให้พี่ลี (ชาตะเมธิกุล)ตัดให้นี่ทำงานกันอย่างไรครับ?
พี่ทองดี : ก็มีการคุยกันแล้วก็ให้เขาลองตัดดูก่อน ก็เป็นแบบปรกติ
พี่ใหม่ : มันไม่ใช่เป็นขั้นตอนเด๊ะๆ มันเป็นธรรมชาติน่ะ มันทำงานด้วยกันมันก็ไปเรื่อยๆ น่ะ
พี่ทองดี : ทั้งหมดก็คือการปรึกษากัน
พี่ใหม่ : ใช่ เรื่อยๆ น่ะ
พี่เหวย : เขาก็คุยกันเรื่อยๆ น่ะ  เขาจะ keep ว่าใหม่ต้องการอะไร เขาก็จะเข้าใจซึ่งกันและกัน ของอย่างนี้มันต้องคุยกันน่ะ

ถาม : แล้วที่ตัดมานี่ตรงตามบทไหมครับ?
พี่ทองดี : จากที่เราได้ดูมา เส้นมันแกนมันก็เหมือนเดิมนะ ที่อาจจะเปลี่ยนก็เป็นเรื่องรายละเอียด เล็กๆ น้อยๆ มากกว่า
พี่ใหม่ : แต่ก็มีการแก้ดีเทลบ้างเล็กๆ น้อยๆ เอาออกอีกสองวินาที อะไรแบบนี้
........................................................................................................................



........................................................................................................................
........................................................................................................................



........................................................................................................................

++ ความรู้สึกต่อผลงานที่ออกมา

ถาม : พอใจกับผลงานที่ออกมาไหมฮ่ะเมื่อเทียบกับเงินที่มีอยู่ กับโปรดักชั่น

พี่เหวย : เริ่มจากพี่ใหม่ พี่ใหม่พอใจไหมค่ะ?
พี่ใหม่ : อืม...
พี่ทองดี : เราตอบก่อนได้ป่ะ เพราะเรากลัวพี่ใหม่ใส่เรา (ทุกคนหัวเราะ)
พี่ใหม่ : ไม่ มันครึ่งๆ น่ะ
พี่ทองดี : เราพอใจมาก นี่เราพูดจริงๆ คืออันนี้เหมือนเราได้ลองทำทุกอย่าง เราไม่รู้ว่าพี่ใหม่ พี่เหวยเป็นหรือเปล่า สำหรับเรา เราได้ลองทำทุกอย่างที่เรารู้และไม่รู้เองทั้งหมดเลยน่ะ ครบกระบวนการ เหมือนอย่างที่บอก เราไม่ได้คิดว่ามันเป็นหนังสั้น และมันก็ไม่ได้เป็นหนังสั้นจริงๆ น่ะ  ทุกกระบวนการที่เราเคยเป็นผู้ช่วยเขา และในวันนี้เราก็ได้มาทำเองทั้งหมดเลย เราพอใจมากที่เราได้เรียนรู้ แล้วเราก็ทำไปเรื่อยๆ  เราไม่คิดว่ามันจะได้ไป(คานส์) แต่ก็ได้ไป สำหรับเรา เราพอใจน่ะ  โอเคมากสำหรับเรา เราได้เรียนรู้เยอะน่ะ

ถาม : ซึ่งหลายอย่างพี่ทองดีก็ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

พี่ทองดี : ใช่ คือ มีปัญหาบางอย่างที่ไม่ได้คิด คือทำหนังเนี่ยมันก็มีปัญหาอยู่ตลอดน่ะแหละ มีมาให้แก้เรื่อยเลยล่ะ มาเรื่อยๆ พอทำก็ต้องแก้ไปๆ แล้วสุดท้าย มันก็จะไปในแบบ เทศกาลที่มันดีน่ะ  เออ เราก็แบบพอใจ เราก็ว่า หนังเมื่อมันเสร็จแล้วเนี่ย จนแก้ไปแก้มา เรื่องมันก็ดี เราไม่รู้นะในด้านการแสดงเนี่ย แต่ทั้งหมดในด้านการผลิต เป้าหมายมัน เราว่าเราพอใจน่ะ  เท่าที่เราได้คุยกับทีมงานทุกคนที่ทำ ทุกคนก็แฮปปี้นะ
พี่เหวย : สำหรับพี่ พี่คิดว่าพอใจนะ สำหรับพี่ พี่จะไม่ต่างจากพี่ทองดี พี่จะไม่ดูเรื่องครีเอทีฟ  พี่จะดูในเรื่องการผลิต ซึ่งอันนี้มันเหมือนกับว่ามันเป็นอะไรที่เราต้องรับผิดชอบสูงน่ะ แล้วเราทำมันผ่านไปได้ เราก็รู้สึกว่า เออ ฉันทำมันผ่านไปได้นะ มันได้ในแบบ ชั่วโมงบินในการทำงาน มันเพิ่มได้เยอะเลยน่ะ เหมือนที่ทองดีบอกมันมีอะไรมาให้แก้ให้ทำตลอด  มันเป็นเหมือนบทเรียนที่ดีนะ
พี่ทองดี : คือเราก็ทำให้มันเป็นระบบด้วย คือเราทำให้มันเป็นหนังใหญ่
พี่เหวย : ใช่ ไม่ใช่ว่าเป็นหนังสั้นแล้วมันจะเละนะ คือเราพยายามเอาระบบดีๆ มาทำ  แล้วเราก็คิดว่ามันก็รันได้ด้วยระบบดีๆ น่ะ คือเราก็รู้อยู่แล้ว คือเราก็คิดว่าเราก็ทำได้ในระดับนี้ จนคนข้างนอกเขามองเห็นมา ว่าเราก็พยายามเอาระบบที่ดีเข้ามาทำกับหนัง พอใจค่ะสรุป
พี่ใหม่ : เราก็พอใจด้านโปรดักชั่นนี่ไม่มีปัญหาเลย

ถาม : ขอถามพี่ใหม่นิดนึงนะครับ ปรกติอยู่ที่โน้นถ่ายด้วย 35 บ้างไหมครับ
พี่ใหม่ : ไม่เคยถ่ายด้วย 35 มาก่อนเลยในชีวิต ก็คือแบบดิจิตอลทุกเรื่อง มีสองเรื่องหลังที่ถ่าย 16 ปนมานิดนึง

ถาม : มันก็ง่ายกว่าเยอะ
พี่ใหม่ : มันก็ไม่ยากน่ะ มันก็ลำบากตรงโลเคชั่น เป็นป่าอยู่ในทุ่ง ก็แบกอุปกรณ์กัน แล้วก็ไม่ได้ทีมใหญ่  ด้านโปรดักชั่นพอใจมากๆ แต่ว่ามัน ไอ้ที่เรามีปัญหามันเกิดจากอะไรที่เราควบคุมไม่ได้ ด้วยความที่โปรดักชั่นมันใหญ่ บางทีเราก็มีปัญหาด้านเวลา เวลาไม่พออะไรแบบนี้  แต่รวมๆ แล้ว ทุกกองมันก็มีปัญหาไม่มีใครที่จะได้อะไรดังใจร้อยเปอรเซนต์  ได้แค่นี้ก็นับว่าดีแล้ว รวมๆ แล้วก็พอใจ

ถาม : ตอนที่อยู่เมืองนอกพี่ใหม่ก็ทำหนังแบบหนังนักศึกษาเลย
พี่ใหม่ : ใช่

ถาม : ไม่เคยได้สัมผัสโปรดักชั่นแบบนี้ที่โน้น
พี่ใหม่ : ไม่เคยเลย

ถาม : หมายถึงแบบกองหนังอะไรแบบนี้ก็ไม่เคยไปดู
พี่ใหม่ : หมายถึงไปกองหนังใหญ่น่ะเหรอ ก็มีไปแฮงค์ๆ ไปดูๆ (หัวเราะ) ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรเป็นทางการ  แต่ว่าเวลาทำกับเพื่อนก็ใช้กันเองแค่ไม่กี่คน บางทีเราไปช่วยเขาทำบ้าง 16 ก็เคยถ่ายเองนิดๆ แต่ทำไม่ค่อยได้ไม่ค่อยได้ฝึก เป็นโหลดเดอร์ก็พอทำได้เล็กๆ ทำทั่วไปบางทีก็เป็นเอดี

ถาม : ถ้าทำเรื่องนี้ที่โน้น คิดว่าจะยากกว่ากันไหมครับ?
พี่ใหม่ : โหย ยากกว่ากันเยอะ เพราะเมืองไทยดีอยู่อย่างหนึ่งคือคนมีน้ำใจ ไปขอความช่วยเหลือมันก็ง่ายกว่า จริงหรือเปล่า (หันไปทางพี่เหวย)
พี่เหวย : เราก็คิดว่าจริงนะ ได้ข่าวมีแต่คนพูดว่า ถ่ายหนังในเมืองไทยนี่สบายสุดแล้ว
พี่ใหม่ : สมมุติไปถ่ายแล้วจะขอความร่วมมือแบบ ช่วยกรุณาเบาๆ หน่อย นะค่ะ เขาก็ให้ความร่วมมือดี หรือบางทีก็ไม่ต้องขอ Permit ซึ่งที่นั้น ทุกอย่างมันต้อง แปะๆ มากถ้าจะทำเรื่องแบบนี้ สเกลแบบนี้ ก็ยากน่ะ ยากมากๆ

ถาม : แล้วอย่างพี่ทองดีกับพี่เหวย คิดว่ามีปัญหาอะไรที่ยากระหว่างการถ่ายทำครับ
พี่เหวย : พี่คิดว่าปัญหาในการถ่ายทำเรื่องนี้ ไม่มีอะไรนะ  มีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ทั่วๆ ไปนะซึ่งกองอื่นเขาก็มี อาทิเช่น อุ๊ยตาย เราดูโลเคชั่นวันนี้เป็นแบบนี้ พอมาวันถ่าย โอ้โห้ เปลี่ยนไปแล้ว น้ำท่วมตลิ่งหายอะไรแบบนี้ เราก็ต้องคิดว่าเป็นธรรมชาติ มันแก้ไขไม่ได้ เราต้องเข้าไปเชิร์ฟมันน่ะ คือ เราต้องคิดอยู่แล้วว่าจะแก้ไขยังไง

++ Cinefoundation

ถาม : แล้ว โครงการที่คานส์ Cinefoundation เนี่ย  มันเป็นโครงการประมาณไหนเหรอครับ?
พี่ใหม่ : คือ Cinefoundation เนี่ย เขาให้หนังนักเรียนสมัครเข้าไป แล้วเขาก็จะเลือก แต่เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของคานส์ด้วย มีโปรแกรมอื่น เขาให้คนส่งใบสมัครเข้าไป แล้วเขาก็จะมีสองเซ็คชั่น เซ็คชั่นล่ะหกเรื่อง เซ็คชั่นนึงก็ไปอยู่ที่นั้นเลยแล้วก็เขียนบท แต่อันที่เราเข้าเป็นเซ็คชั่นหนึ่งของโปรแกรมที่จะฉายที่คานส์
พี่ทองดี : มีสองเซ็คชั่น
พี่ใหม่ : ใช่ คือ shortfilm กับ cinefoundation , shortfilm จะมีความยาวไม่เกิน 15 นาที  cinefoundation จะเป็นหนังสั้นถึงหนังยาวปานกลาง แต่ไม่ใช่หนังยาวแบบ feature
พี่ทองดี : ตอนแรกที่เราคุยกับพี่เหวย ก็คือจะส่งอันเนี่ย เพราะว่าความยาวมันเกิน shortfilm
เราไม่คิดว่ามันเป็นหนังนักเรียน แต่ว่าความยาวมันเกิน มันส่งไม่ได้
พี่ใหม่ : แล้วเราก็ไม่อยากจะไปตัดให้มันสั้นลงไปเพื่อจะให้มันฟิคกับเซ็คชั่นของหนังสั้น เพราะว่ามันต้องตามเคสของหนังน่ะ มันได้เท่านี้ จะไปตัดให้มันสั้นกว่า 15 นาที มันก็ไม่ใช่เรื่อง 

ถาม : เคยได้ดูเรื่องอื่นในสายนี้มาบ้างหรือเปล่าครับ?
พี่ใหม่ : ของปีที่ผ่านมานี่เคยดูนะ ปีนี้ก็ยังไม่รู้แหละ แต่ว่า..ปีที่ผ่านมาที่เคยดูมันก็หลากหลายน่ะ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาตัดสินยังไง เพราะว่ามันคนล่ะแนวกันเลย

ถาม : ก็มีหนังขำๆ ด้วย
พี่ใหม่ : หนังขำก็มี หนังการเมืองก็มี  แล้วกรรมการก็เลือกมาหลายสายมาก มีทั้งนักแสดง มีทั้งผู้กำกับ (ในสายของพี่ใหม่ปีนี้คือผู้กำกับทิม เบอร์ตัน และแดเนี่ยล บรูหม์ พระเอก The Edukator)

ถาม : แล้วผลสูงสุงของสายนี้เป็นอย่างไรครับ?
พี่ใหม่ : มีสามรางวัล มีที่หนึ่ง สอง สาม
พี่ทองดี : ก็ประกวดด้วยครับ
พี่ใหม่ : หนังฉายวันที่ 25 พ.ค. กลางคืนวันที่ 26 ก็ประกาศเลย แต่เราก็คุยกับทองดีแล้วล่ะว่าเราไม่ได้หวังจะชนะหรือว่าอะไร เพราะจริงๆ เราก็คิดว่า เข้าเนี่ยก็ถือว่าเป็นรางวัลแล้ว
พี่เหวย : ก็เคยพูดกันว่าไม่หวังที่จะเข้า (หันไปมองพี่ใหม่)
พี่ใหม: เออ จริงๆ
พี่เหวย : เหมือนเราไปไกลกว่าที่ตั้งใจไว้แล้ว

.............................................................................

** เพิ่มเติม

•http://www.festival-cannes.fr/films/fiche_film.php?langue=6002&id_film=4350804
• Sundance Film Festival 2007