Scoop : สะบายดี หลวงพะบาง
..............................................................................................................
บทสัมภาษณ์โดย ทีมประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์
ศักดิ์ชาย ดีนาน เกี่ยวข้องกับหนังไทยหลายเรื่องในฐานะคนเขียนบทภาพยนตร์ และเคยเขียนบท
ให้แก่หนังอย่างเด็กระเบิด ยืดแล้วยึด, ฝันติดไฟ หัวใจติดดิน และ ศพ เคยกำกับภาพยนตร์
เรื่องก็เคยสัญญา ร่วมกับเพื่อนอีกสองคน และล่าสุดทำหนังเรื่องใหม่ที่ถือได้ว่าเป็นหนังอินดี้
อีกเรื่องหนึ่งของปีนี้นั้นคือภาพยนตร์เรื่อง สะบายดี หลวงพะบางที่จะออกฉาย 5 มิถุนายนนี้
นำแสดงโดยอนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม
 |
สะบายดี บทภาพยนตร์
แรงบันดาลใจมักจะไม่ค่อยมาเวลาที่เราต้องการ แต่กลับพบเจอง่ายๆ ยามที่เราไม่ได้บีบคั้นตัวเอง
สะบายดีหลวงพะบางก็เป็นเช่นนั้น ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นจากการที่ผู้กำกับหนุ่มได้เดินทางไปเที่ยว
ปากเซ ซึ่งอยู่ไม่ห่างสุรินทร์บ้านเกิดของเขา ถึงกระนั้นก็ไม่เคยไปสักที จนกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา
ไปปากเซครั้งแรกศักดิ์ชายก็รู้สึกประทับใจกับเมือง ภูมิประเทศ ธรรมชาติ ผู้คนก็น่ารักดี เหมือน
เข้าไปแล้วหลงรัก เขาก็เลยเอาเรื่องนี้มาเขียนชายหนุ่มจากเมืองใหญ่ที่เข้าไปยังบ้านเมืองแห่งหนึ่ง
ที่เงียบสงบ แล้วก็พบจุดเปลี่ยนทางความคิดส่วนในแง่ที่ว่าตัวละครเอกอาจจะอิงมาจากตัวเขา เขาก็
รู้สึกว่ามันก็มาจากการเขียนบท เขียนจากเรื่องใกล้ตัว มุมมองที่เรารู้จักแต่อาจจะไม่ได้เป็นเรื่อง
ของเราอย่างเดียว คนอื่นที่ไปท่องเทียวยังลาวก็อาจจะเจออะไรแล้วชอบแบบนี้ได้ทำแบบในเรื่องนี้ได้
รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่คนจากเมืองใหญ่ไปที่ลาวแล้วก็อาจจะตกหลุมรักแบบนี้ ในมุมมองของศักดิ์ชายโดย
ความที่เขาเป็นคนอีสาน เข้าใจคนอีสานประมาณหนึ่ง เขาเห็นว่าคนอีสานก็มีความคล้ายคลึงกับ
คนลาวอยู่ในหลายๆ เรื่อง ตอนไปที่ลาว ได้คุยกับคนเฒ่าคนแก่ก็รู้สึกเหมือนว่าได้คุยกับป้าแถวบ้าน
การใช้ชีวิตแบบพอเพียงวิธีคิดหรือวัฒนธรรมแบบนี้ ถือว่าเป็นเรื่องคุ้นเคยมาก ความเป็นไทยกับ
ลาวก็ไม่ต่างกันมาก สิ่งเหล่านี้สะท้อนในวิถีชีวิต สะท้อนในความคิดของหลายๆ คน ซึ่งในมุมมอง
ของคนที่เกิดและเติบโตที่ภาคอีสาน พอนั่งฟังคนลาวพูดแสดงทัศนคติ แล้วเราก็สามารถเข้าใจได้
เราเดินไปไหนแม้จะไม่รู้จักกันเจอคนลาวเขาก็จะแบบเรียกกินข้าวอย่างคนสมัยใหม่ ในการรับสื่อ
ต่างๆ เขาก็ใกล้เคียงกับคนไทย การไปมาหาสู่กันก็มีโดยง่าย คนไทยก็ไปเที่ยวลาวเยอะความเป็น
บ้านใกล้เรือนเคียง ภาษาที่ใกล้เคียงกัน เชื่อได้เลยว่าหลายคนไปเป็นประเทศนี้แล้วสบายใจที่สุด
เพราะไม่ต้องใช้ล่าม ไปประเทศอื่นลำบากมากกว่า ไปลาวสามารถไปไหนมาไหนพูดคุยกับใครได้
ง่ายๆเหมือนอยู่บ้านเรา แต่ภาพโรแมนติกตามท้องเรื่อง ใช่ว่าอยู่ๆ จะนึกขึ้นมาได้ ต้องอาศัยการ
สร้างมโนภาพขึ้นมาเล็กน้อย
 |
 |
ศักดิ์ชายได้อธิบายถึงเรื่องนี้ว่าตอนเขียนพล็อตกับทรีตเมนต์เรื่องนี้ผมจะหามู๊ดที่เป็นบรรยากาศขอ
งหนังผมฟังเพลงฮักกันแต่ชาติก่อนของต่ายอรทัยผมฟังเพลงนี้ไปเขียนเรื่องไปด้วยแล้วก็มีภาพถ่าย
ของผู้หญิงลาวที่ตัวเองประทับใจรู้สึกว่าน่ารักดีน่าจะเอามาเป็นคาแร็กเตอร์นางเอกของเรื่องได้เขียน
เป็นบทจบแล้วเข้าไปที่ลาวที่เวียงจันทร์เข้าไปคุยกับคุณอนุสอนที่เป็นประธานของLao ArtMedia
ก็พูดคุยปรึกษากันเขาก็มาช่วยปรับช่วยแก้คอมเมนต์ทั้งเรื่องทัศนคติต่างๆคุณอนุสอนเขาก็เป็น เจ้า
หน้าที่กระทรวงวัฒนธรรมมาก่อนและเขาก็เคยเรียนด้านภาพยนตร์เขาก็ช่วยปรับจนไม่น่าจะมีข้อทวง
ติงเสร็จแล้วก็ให้เขาช่วยส่งบทไปที่กระทรวงวัฒนธรรมซึ่งเป็นขั้นตอนปรกติของการจะขออนุญาต
ิถ่ายทำหนังที่นั้นยื่นเรื่องไปประมาณหนึ่งเดือนเขาก็คอมเมนต์กลับมาแต่เป็นในเชิงรายละเอียด
มากกว่าไม่ได้เป็นโครงเรื่องเพราะภาพรวมเขายอมรับแล้วเราก็เตรียมงานไปแคสติ้งไปสำรวจ
โลเคชั่นแต่เรื่องนี้เดินทางไปสามเมืองปากเซเวียงจันทร์และก็หลวงพะบางศักดิ์ชายให้เหตุผลที่
เป็นสามเมืองนี้ว่าปากเซเป็นเมืองหลักของภาคใต้ของลาว เวียงจันทร์ ก็เป็นเหมือนเมืองหลักของ
ภาคกลางของเขา แล้วก็หลวงพะบางซึ่งเป็นภาคเหนือ เมืองเก่าๆ เป็นมรดกโลก ที่เป็นสามเมือง
นี้ถือเป็นเมืองหลักๆ เส้นทางของตัวละครที่ไปเหมือนน่าจะไปทางเนี่ย รวมทั้งเป็นจุดที่ตัวละคร
ไกด์น่าจะปรากฎตัวอยู่ เพราะปากเซเป็นเหมือนธรรมชาติ เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวไปเที่ยว และ
ช่างภาพชอบมาถ่ายภาพ และพระเอกพยายามจะเดินทางจากเมืองนี้เพื่อไปบ้านญาติ โดยให้ไกด์
นางเอกพาไป เรื่องก็จะเกิดจากตรงนั้นแม้ว่าจะเดินทางลำบากอย่างจากเวียงจันทร์ไปหลวงพะบาง
ขึ้นเขาสองร้อยกิโล ซึ่งประมาณแม่ฮ่องสอนไปเชียงใหม่ ถือว่าลำบากสำหรับการขนอุปกรณ์กล้อง
และไฟ แต่มันก็เหมือนหนัง Road Movie ที่ถ้าไม่ไปให้สุดเมืองที่เขาเล่าลือกัน ก็คงน่าเสียดาย
เลยตั้งใจว่าจะไปถ่ายทำ ณ สามเมืองนี้
 |
|
สะบายดี ผู้กำกับ
สะบายดี หลวงพะบาง ค่อยๆ เดินหน้าไป และถือเป็นหนึ่งในประสบการณ์ทำงานที่ดีสำหรับผู้กำกับ
เมื่อเริ่มไปถ่ายทำเมื่อยื่นเรื่องเรียบร้อยดีทีมงานก็ไม่พบปัญหาอะไรอาจจะติดก็ความยากในการ
ที่จะประหยัดเพราะค่าใช้จ่ายซึ่งมีค่อนข้างจำกัด แล้วค่าอาหาร ค่าที่พักต่างๆ จะแพงกว่าของบ้านเรา
ค่อนข้างมากทำให้ทีมงานมีโอกาสได้พักผ่อนสบายๆ ค่อนข้างน้อยตัวศักดิ์ชายได้เล่าย้อนถึงเรื่อง
เล่านี้ว่า อย่างเช่นที่ไปถ่ายปากเซ เดินทางไปถึงวันที่ 24 ถ่าย 25-30 ไม่มีพักเลย จริงๆ แล้ว
ยกกองถ่ายจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ จะใช้เงินน้อยกว่าไปถ่ายในลาวนะ น้ำมันรถก็แพงกว่าเรา
ลิตรละ 8 บาทก๋วยเตี๋ยวชามละ 50 บาท แต่ถึงอย่างนั้น ทีมงานทุกคนก็ยังมีความสุขดี ไหนจะ
เพราะขอความร่วมมือจากคนลาวง่าย นิสัยของเขาค่อนข้างจะน่ารัก ให้การต้อนรับกองถ่ายเป็น
อย่างดีขออะไรก็ได้ง่ายๆ การขอสถานที่ถ่ายทำขอยืมอะไรมาเข้าฉาก ผู้กำกับหนุ่มคิดว่าเพราะ
ทางคนลาวเองก็สนุกด้วยกับการได้เห็นกองถ่ายอะไรแบบนี้ เขาได้ดูหนังอะไรมาเขาก็คงอยากเห็น
กองถ่ายหนัง อยากรู้ว่าทำงานกันอย่างไร และนี่ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เห็นอะไรใหม่ๆ สะบายดี
หลวงพะบาง ใช้เวลาถ่ายทำสามเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเข้าไปถ่ายเวียงจันทร์ ถัดมา
เดือนธันวาคมเข้าไปถ่ายปากเซ และลงท้ายที่เดือนมกราคมซึ่งไปถ่ายที่หลวงพะบาง และยกกอง
ถ่ายเข้าไปแต่ล่ะที่แล้วก็ค่อยกลับมาเมืองไทย ไม่ได้ถ่ายทำรวดเดียวจบ เพราะเป็นเรื่องของคิว
เนื่องจากอนันดาก็มีงานค่อนข้างมากพอสมควร นับเป็นวันถ่ายก็ได้ 13 วัน สำหรับศักดิ์ชายถือว่า
ไม่น้อย ดูจากเนื้องานที่ทำออกมา อาจจะเป็นเพราะวิธีการทำงานมันเข้ากับสไตล์ของหนัง
เราเดินทางไปพร้อมกับตัวละครในเรื่องใช้วิธีเตรียมตัวก่อนถ่ายให้เยอะ ประกอบกับมีตัวละครน้อย
เลยสามารถทำให้ถ่ายได้เร็ว
 |
 |
สะบายดี นักแสดง
สำหรับศักดิ์ชาย อนันดานั่นถือว่าเหมาะสมสำหรับบทนี้เป็นอย่างยิ่ง ในแง่ของการทำงาน เขาเป็น
นักแสดงที่มีความเป็นมืออาชีพมีความเข้าใจในบทที่เขาเล่น ในเรื่องนี้อนันดาก็เข้ามามีส่วนพูด
คุยตั้งแต่บทเขาก็มีความเห็นมีไอเดีย เข้ามาเสริมเข้ามาช่วยศักดิ์ชายยังรู้สึกอีกด้วยว่า นี่ก็เป็นหนัง
ที่เขาเล่นแล้วมีตัวละครที่ใกล้เคียงเข้ามาก มีวัยเดียวกัน รายละเอียดของตัวละครเป็นลูกครึ่งที่ไป
บ้านเกิดของพ่อ เขาเล่นได้เป็นธรรมชาติ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากที่ได้อนันดามาเล่น ส่วนนางเอก
ของเรื่องตอนแรกก็กังวลเพราะว่าเขาไม่เคยมีประสบการณ์อะไรมาก่อน มีก็แต่ประกวดมิสลักส์มา
แล้วก็ถ่ายภาพนิ่ง กลัวอยู่เหมือนกันว่าเขาจะไหวไหม แต่พอผ่านไปสักวันสองวัน เราก็รู้สึกว่าเป็น
การเลือกที่เหมาะสมที่สุด เขามีความเป็นธรรมชาติของเขาน่ะคือตัวละครตัวนี้จะเป็นไกด์ที่ พาใคร
ไปก็หลง เขาเล่นออกมาเขาก็เล่นได้อารมณ์ มีอยู่ซีนที่เขาต้องน้อยใจแล้วร้องไห้ กลายเป็นว่าเขา
เล่นแค่เทคเดียวก็ผ่าน ร้องไห้ได้เลย ไม่ต้องรอทำอารมณ์ก่อน หรือตัวประกอบคนอื่นๆ ก็เล่นได้ดี
เป็นธรรมชาติกันดี ไม่ได้ตื่นเต้นกับการเจออนันดา หมายถึงเจอกันอาจจะมีถ่ายรูปบ้าง แต่พอเมื่อ
ต้องแสดงก็ไม่เกร็งไม่เขิน ก็สามารถทำงานออกมาได้ดี
สะบายดี วันพรุ่งนี้
ถ้าถามว่าสิ่งที่ตัวผู้กำกับหนุ่มคาดหวังมากที่สุดจากการทำหนังเรื่องนี้ เขาสามารถตอบได้อย่าง
ไม่ลังเลยว่า เขาอยากให้เป็นก้าวแรกของการกลับมาสร้างหนังในลาวจะมีใครก็ได้ทำต่อ เหมือน
เรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาว่าจะถ่ายทำอย่างไร? จะเอาอุปกรณ์จากเมืองไทยเข้าไปอย่างไร? ถ้าหนัง
เรื่องนี้ออกมารายได้ไม่เลวร้าย ก็น่าจะส่งผลดีมีคนอยากทำหนังในลาว อยากลงทุนต่อเนื่องไป
มันน่าจะดีถ้ามันเกิดขึ้น
|