1
2
 
 



INTERVIEW
: สัมภาษณ์ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ผู้กำกับโครงการ “ชวนเด็กดูหนัง”

โดย short messenger

...........................................................................................

หลังจากเราได้ฟังคุณตูนและพี่มะนาวพูดถึงโครงการนี้กันไปแล้ว เราลองมาฟังหนึ่งในผู้กำกับที่ถือเป็นคนสำคัญ
ที่ทำให้โครงการนี้เป็นรูปเป็นร่างได้ครับ ผลงานที่ผ่านมาของคุณธัญญ์วารินหรือพี่กอล์ฟ ก็ได้แก่เรื่อง “เปลือก”
“แหวน” และล่าสุด “รัก/ผิด/บาป” ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ จากการประกวดภาพยนตร์สั้นของมูลนิธิหนังไทย
เมื่อปีที่ผ่านมา และเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวของไทยที่ได้เข้าประกวดในเทศกาลภาพยนตร์สั้นแคมองต์-เฟอรองต์ ซึ่งจะจัดขึ้นที่ฝรั่งเศสปลายเดือนมกราคม 2550 นี้

จุดเริ่มต้นของโครงการ “ชวนเด็กดูหนัง”
พี่กอล์ฟ จุดเริ่มต้นจริงๆ คือชอบทำหนังน่ะ ปรกติทำหนังเพื่อตัวเองมาตลอด คราวนี้เนี่ยได้ไปทำงานในโครงการหนัง
หลอกเด็ก(การประกวดหนังสั้นของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก) ก็ทำงานกับเขาก็รู้สึกว่าได้ทำอะไรเพื่อเด็กหรือทำ
อะไรเพื่อคนที่เขาไม่ค่อยได้มีโอกาสได้เจออะไรเยอะๆ แบบเนี่ย รู้สึกว่าน่าจะนำสิ่งที่เรารักเราชอบทำอะไรให้เกิด
ประโยชน์กับคนอื่นบ้าง ก็เลยคิดว่า..จริงๆ ตอนแรกเลยเราคิดว่า ถ้า...โดยส่วนตัวเนี่ย ขอเล่าก่อนตั้งแต่แรกเลย
แรงบันดาลใจก็คือ ทำหนังไม่ว่าจะยาวหรือสั้นเนี่ยเพราะคิดว่าหนังสามารถระบายออกได้ เป็นสิ่งที่พูดแทนเราได้ เพราะถ้าอยู่ๆ เราเดินไปหาใครสักคนแล้วเราไปพูดกับเขาว่าเรารู้สึกยังไง ก็คงจะไม่มีใครเข้าใจ เราก็เลย
ทำหนังเพราะว่ามันเหมือนเป็นสิ่งที่เอาไว้สื่อสารกับคนอื่น เราเลยคิดโครงการไว้โครงการหนึ่ง ตอนแรกคิดเป็น
โครงการ “คบเด็กสร้างหนัง” ขึ้นมาก่อน คือโครงการนี้อยากจะตระเวนไปให้สุดขอบประเทศไทยเลย แล้วเอา
เครื่องมือไปทุกอย่าง กล้อง เครื่องตัดต่อ แล้วให้เด็กทำหนังออกมา คิดอะไรออกมาทำเป็นหนังไปเลย แล้วรู้สึกว่า
เด็กสามารถจะพูดอะไรได้หมดเลยผ่านหนัง โดยที่เราไม่ต้องเอาตัวเขาไปไหน แล้วพอเขาทำหนังเสร็จเราเอาหนัง
ของเขาออกมา แล้วเผยแพร่ให้คนทั่วโลกได้รับรู้ว่า เด็ก ณ ที่ตรงนี้เขาคิดยังไง แต่โครงการนี้มันใหญ่แล้วยากมาก
มันก็เลยยังเป็นไปไม่ได้ในตอนนี้ ต่อไปอาจจะเป็นไปได้ ต่อมาก็ไปคุยกับ สสย หรือ สำนักงานสื่อสร้างเสริมสุขภาวะ
เยาวชน ซึ่งหน่วยงานนี้อยู่ภายใต้การดูแลของ สสส. ได้คุยกันเขาก็บอกว่าก่อนที่เราจะไปสอนเด็กให้เด็กสะท้อน
ความคิดเห็นตัวเองจากมุมต่างๆ ของประเทศ เราทำหนังให้เด็กดูก่อนไหม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก
ก็เลยคิดโครงการ“ชวนเด็กดูหนัง” ขึ้นมา รวบรวมผู้กำกับหนังสั้นและหนังยาวที่น่าสนใจและเป็นที่ยอมรับของสังคม
อยู่แล้วมาทำหนัง แต่คราวนี้มาทำหนังให้เด็กดู เป็นโจทย์ วัตถุประสงค์แค่นี้เลย ทำหนังอะไรก็ได้ แต่ให้เด็กดูนะ เราก็บอกผู้กำกับไปสิบคน (ได้แก่ คุณอาทิตย์ อัสสรัตน์,คุณพิมพกา โตวีระ,คุณเล็ก มานนท์,คุณศนิพงษ์ สุทธิพันธุ์,คุณมานุสส วรสิงห์,คุณทวีวัฒน์ วันทา และอีกหลายๆ คน) ทุกคนเลยบอกว่า โอเค ทำหนังให้เด็กนะ แต่เราไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นตลกหรือชีวิต แต่กว้างๆ คือทำหนังให้เด็กดู เด็กนี่ก็มีตั้งแต่แรกเกิดเลยนะจนถึงยี่สิบน่ะ ...เพราะฉะนั้นหนังสิบเรื่องที่เราให้เขาทำแล้วได้ออกมาเนี่ย มันก็คือหนังที่ทำให้เด็กดู

ทำไมถึงเป็นผู้กำกับสิบคนนี้

พี่กอล์ฟ  ทำไมถึงเป็นสิบคนนี้ จริงๆ เยอะที่เขาให้มามันไม่ได้เยอะมันน้อยมาก จริงๆ เขาอยากได้แค่ห้าคน เป็นหนังทดลอง หนัง case study เป็นกรณีศึกษา แต่เราคิดว่าห้าคนมันไม่เกิดอะไรว่ะ แล้วมันไม่มีความแตกต่าง สิบคนที่เราเลือกมาเนี่ยมีความแตกต่างในแนวทางอยู่แล้วล่ะ ไม่มีใครซ้ำกันเลย เราเลือกผู้กำกับที่มีความเป็นตัวของ
ตัวเองสูง ทุกคนเลย เราเลือกเขามาทำงานให้กับเด็กเพราะเราคิดว่าเขามีความน่าสนใจ ปรกติสิบคนนี้ไม่เคย
ทำงานตามโจทย์เลยนะ ทำงานตามใจตัวเองโดยตลอด เราคิดว่าเอาสิบคนนี้มาทำหนังน่าจะได้หนังที่แตกต่างจากที่มี
ในท้องตลาดแน่ๆ รวมกับผลงานที่น่าจะน่าสนใจเลยเลือกเป็นสิบคนนี้

การเข้าไปมีส่วนในหนังสิบเรื่อง

พี่กอล์ฟ โดยตำแหน่งจริงๆ ก็เป็นโปรดิวเซอร์นะ แต่ว่าเราเป็นโปรดิวเซอร์ที่เราไม่ได้เข้าไปยุ่งเลยกับทั้งสิบเรื่อง เพราะเราเป็นผู้กำกับด้วยไง เรารู้ว่าผู้กำกับแต่ล่ะคนที่เราเลือกมาทุกคนมีความคิดเป็นของตัวเอง มีวุฒิภาวะ
พอที่จะตัดสินใจได้ว่า โจทย์ที่เขาได้รับไปเนี่ยเขาต้องทำยังไงกับมันบ้าง เพราะฉะนั้นเราไม่เข้าไปยุ่งเลย เราตีกรอบ
ห่างๆ แล้วบอกว่า โอเค บอกเขาว่าอย่าลืมว่าทำหนังเด็กอยู่ เท่านั้นเอง ไม่ได้สนใจว่าจะต้องตีกรอบว่าเด็กอายุเท่าไหร่ วัยประมาณไหน  ดูได้ตั้งแต่ห้าขวบถึงยี่สิบไหม เราไม่สนใจ คุณไปตีความเอาเอง คำว่าหนังเด็กในสายตาคุณน่ะ เด็กอายุเท่าไหร่ เด็กอยู่ในเมืองหรือนอกเมือง มีวุฒิภาวะมากขนาดไหน เพราะว่าทุกคนมีวัยเด็กที่แตกต่างกัน เรามั่นใจว่าทุกคนสามารถตีความในโจทย์ของตัวเองได้อยู่แล้ว



แล้วหนังเรื่อง “เด็กหลง” ล่ะครับ หนังที่พี่เป็นคนกำกับเอง

พี่กอล์ฟ สำหรับเด็กหลง จริงๆ ก่อนทำเนี่ย ทุกคนมีเรื่องที่อยากทำอยู่แล้ว แต่ว่าพอทุกคนได้ไปศึกษา เขาเรียกว่า
อะไรล่ะ คือก่อนหน้าที่จะทำเนี่ย ก็ได้มีการนำนักวิชาการมาแนะนำให้ความรู้แก่ผู้กำกับสิบคนว่า จิตวิทยาในการเรียนรู้
ของเด็กแต่ล่ะช่วงวัยเนี่ย มันแตกต่างกันแค่ไหน โดย ดร.สายฤดี ที่ทำรายการ “รักลูกให้ถูกทาง” พอมาให้ความรู้เสร็จ เราก็ให้โจทย์แก่ผู้กำกับไป ตัวเราเองก็มีเรื่องหนึ่งที่อยากทำมาก แต่พอได้เรียนรู้จากนักวิชาการ ก็กลับมาคิดว่าคือเรา
ไม่รู้นะว่าผู้กำกับสิบคนนี่คิดยังไง คือจะคิดแตกต่างกันอยู่แล้วล่ะ หลายๆ คนจะแบบว่า ตอนนั้นเด็กชอบอะไรคิดอะไร
เอาประสบการณ์สมัยเด็กมาใช้ มาลองดูว่าตอนเด็กๆ ตัวเองอยากดูอะไร ส่วนตัวเอง พยายามคิดว่าตอนเด็กๆ เนี่ย
เราโตมาจากอะไร เราเรียนรู้มาจากอะไร แล้วก็คิดว่าสิ่งที่เด็กจะเรียนรู้จากเรา เราก็อยากสอนเด็กให้เรียนรู้เหมือนกับ
เรา เพราะเราโตขึ้นมาทุกวันนี้ได้เพราะการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในตอนเด็กจริงๆ ก็คือการหนีออกจากบ้านตอนนั้นทะเลาะ
กับแม่แหละ ทะเลาะกับทางบ้าน ก็เลยโอเค ไม่อยู่ก็ได้ว่ะ แม่ไม่เข้าใจว่าเราเกิดมาเป็นกระเทยเพราะอะไรเราก็บอก
เขาว่าเราไม่ผิดนะที่เราเป็นอย่างนี้  เราก็เลยหนีออกจากบ้านดีกว่า ถ้าไม่มีใครที่บ้านเข้าใจก็ไม่อยู่แล้ว ก็หนี แต่พอไป
อยู่ข้างนอกถึงได้รู้ว่าคนส่วนใหญ่เขาไม่เข้าใจเรามากกว่า คนที่เขามีปัญหามากกว่าเราน่ะ เยอะมาก ไอ้สิ่งที่เราเจอ
ในบ้านคือแม่เราคนเดียว เรายังเข้าใจเขาไม่ได้เลย มาอยู่ในสังคม เราจะเข้าใจคนอื่นๆ เขาได้ยังไง ทำให้เป็นไอเดีย ทำยังไงให้เด็กเรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตอยู่กับแม่ ซึ่งแม่จะด่าจะอะไรก็ตามคือเขาแสดงความรักกับเราน่ะคือเราเข้าใจ
ว่าคนเป็นแม่แต่ล่ะครอบครัวแสดงความรักแตกต่างกันใช่ม๊ะเพราะฉะนั้นพอเราออกไปข้างนอกเนี่ย เรามีแม่อยู่กับตัว
แล้วเราไม่รักษาไว้ เรายังหนีออกมา แล้วคนที่ไม่มีแม่ล่ะ เขาจะคิดยังไง เรารู้สึกว่าสิ่งที่สอนให้รู้ว่าครอบครัวสำคัญกับ
เราแค่ไหนก็คือสังคมภายนอกก็คือสิ่งที่เราเจอก็เลยมาคิดว่า อะไรที่เราเคยเจอแล้วมันสอนเราได้พอดีเราไปเจอ
ขอทานที่เป็นเด็กๆ น่ะเราก็เลยโห ถ้าเราไม่มีพ่อมีแม่นะ ก็ต้องมาเป็นขอทานแบบนี้แน่ๆ เลย ยืนอยู่บนสะพานแล้วไป
เปรียบเทียบว่า ตอนนี้เรามีตังค์ ยังทำให้เราอยู่ข้างนอกได้ ซึ่งเป็นตังค์ที่ขอจากแม่ด้วยนะ เรายังไม่มีอาชีพเป็น
นักเรียนอยู่เลย เอาเงินแม่มาแล้วหนีออกจากบ้านมา เราอยู่ได้เพราะเงินใครก็เงินแม่อยู่ดี คนที่เราคิดว่าไม่เข้าใจ กับเด็กที่ต้องขอทาน คือถ้าเราไม่มีแม่ ไม่มีบ้าน ถ้าเราเป็นอย่างนั้นเราจะเป็นอย่างไร เราก็เลยคิดถึงเรื่องนี้แล้วก็
เป็นแรงบันดาลใจ เราก็เลยกลับบ้าน เรื่องนี้นี่เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดเด็กหลง เรื่องที่ว่าบางครั้งสิ่งเล็กๆ
ก็สามารถสอนอะไรเราได้ สิ่งโคตรเล็กในชีวิตคนอื่น แต่คือสิ่งที่โคตรใหญ่ในชีวิตเรา คนอื่นดูอาจจะมองว่าเด็กที่อยู่
ข้างนอกเนี่ย คิดว่ามันหลง แต่จริงๆ คนที่มองดูอยู่หรือเปล่าที่หลง คำว่าเด็กหลงเนี่ย มันคือเด็กหลงหรือผู้ใหญ่หลง
หรือเราหลงโดยที่เราไม่รู้ตัว ..ฉากที่เจอเหรียญบาทนะ บางคนคิดว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  ที่จะเจอเหรียญบาท
แล้วโทรศัพท์หาแม่เนี่ยมันเป็นสัญลักษณ์ส่วนตัว เราต้องการจะบอกว่าสิ่งเล็กๆ เนี่ยบางทีก็อาจจะมีประโยชน์กับเรา
มากเงินบาทหนึ่งอาจจะไม่มีประโยชน์สำหรับใครน่ะ แต่มันอาจจะมีประโยชน์สำหรับคนที่หลงทางเหมือนเราเจอ
เด็กสักคนหรือเจอสิ่งที่เล็กๆ ในสังคม ที่มีประโยชน์สำหรับเราและสอนเราในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเราได้
ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปเลย เพราะฉะนั้นเราคิดว่า เรื่องนี้เราต้องเล่าให้เด็กฟัง เพราะเราเคยเป็นเด็กมาก่อน เราเรียน
รู้จากสิ่งนี้ เมื่อเราเล่าให้เด็กแล้วเด็กก็น่าจะเรียนรู้จากสิ่งที่เราเล่าไป และโตขึ้นมาในสิ่งที่ดีได้

แล้วระหว่างทำงานนี่มีปัญหาอะไรเยอะไหมฮ่ะ?

พี่กอล์ฟ ถ้าส่วนตัวเรื่องโปรดักชั่นการทำงานนะ ทำหนังสั้นมาปีนี้เป็นปีที่หก ไม่เคยคิดเลยว่าการทำงานมีปัญหาเลย
ในชีวิต เพราะว่า การที่เป็นผู้กำกับก็คือเป็นนักแก้ปัญหาอยู่แล้ว แล้วเราก็เป็นผู้กำกับด้วยเป็นโปรดิวเซอร์ด้วย

ครั้งแรกที่มาทำงานกับเด็ก

พี่กอล์ฟ ใช่ ตอนแรกก็คิดว่ามีปัญหาแน่ๆ เลยเพราะเราไม่เคยทำงานกับเด็ก เด็กมีความอดทนต่ำ แต่พอทำงาน
ด้วยก็รู้สึกว่า เราเข้าใจเด็กไง เรารู้สึกว่า การสร้างเรื่องเด็กหลงเนี่ย ทำให้เราเข้าใจเด็กมากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น เข้าใจการทำงานมากขึ้น ก็เลยไม่คิดว่ามันเป็นปัญหา แต่คิดว่ามันคือการเรียนรู้  เช่นเราคิดว่าเราอดทนได้ถึงเที่ยงคืน แต่เด็กมีความอดทนน้อยกว่าเรา เพราะฉะนั้นเราต้องปรับการทำงานของเรา ให้เข้ากับเด็ก ...ก็อย่างที่บอกว่าทำงาน
มานาน อาจจะไม่นานเท่าคนอื่นๆ เป็นสิบๆ ปีแต่ว่า เราทำงานด้วยประสบการณ์ไง เราเลยไม่สนใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้น
มันคืออะไร แต่ว่า เรารู้สึกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาคือการเรียนรู้

ผลตอบรับของหนังเป็นอย่างไรบ้างครับ?

พี่กอล์ฟ จริงๆ ทำหนังสั้นมาหลายเรื่องและส่วนใหญ่จะได้รางวัล แต่หนังเรื่องนี้ไม่ต้องประกวด แต่ยิ่งกว่าได้รางวัล เพราะตอนที่เราไปฉายเสร็จเนี่ย แล้วดูฟีตแบ็คเด็กที่นั่งดูอยู่ (มีโครงการเอาไปทดลองฉายตามโรงเรียนต่างๆ) เราก็สังเกตดูเด็กที่ดูหนังเรา พอถึงฉากจบ เกือบทุกคนก็จะมีปฎิกิริยาที่...เด็กคิดถึงแม่ มีเหมือนน้ำตาซึมๆ ก็รู้สึกว่ายิ่งกว่าได้รางวัลอีก แล้วพอมาอ่านวิจัย เราก็ปลื้บ จริงๆ ทำงานพวกนี้เหนื่อยนะ แต่ตอนนี้หายเหนื่อยแล้ว อยากจะทำเรื่องต่อๆ ไปอีกเรื่อยๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นกำลังใจให้เราเยอะมาก



 
   
 

Cinematic Studio Tel : 01-8504045 2006 © www.thaishortfilm.com.

an independent filmmaker community