การตัดต่อ คือ การเชื่อมระหว่างช็อต 2 ช็อต
โดยใช้ 1 ใน 3 รูปแบบ ดังนี้
1. การตัดชนภาพ The Cut คือ
การตัดภาพชนกันจากช็อตหนึ่งต่อตรงเข้ากับอีกช็อตหนึ่ง วิธีนี้คนดูจะไม่ทันสังเกตเห็น
2. การผสมภาพ The Mix หรือ The
Dissolve เป็นการค่อย ๆ เปลี่ยนภาพจากช็อตหนึ่งไปยังอีกช็อตหนึ่ง
โดยภาพจะเหลื่อมกัน และคนดูสามารถมองเห็นได้
3. การเลือนภาพ The Fade เป็นการเชื่อมภาพที่คนดูสามารถเห็นได้
มี 2 แบบ คือ
- การเลือนภาพเข้า fade in คือการเริ่มภาพจากดำแล้วค่อย
ๆ ปรากฏภาพซ้อนสว่างขึ้น มักใช้สำหรับการเปิดเรื่อง
- การเลือนภาพออก fade out คือการที่ภาพในท้ายช็อตค่อย
ๆ มืดดำสนิท มักใช้สำหรับการปิดเรื่องตอนจบ
ในการตัดต่อ ควรคำนึงถึงความรู้เบื้องต้น 6 ประการดังนี้
1. แรงจูงใจ Motivation
ในการตัดต่อ ไม่ว่าจะการ cut, mix หรือ fade ควรมีเหตุผลที่ดีหรือมีแรงจูงใจเสมอ
ซึ่งแรงจูงใจนี้อาจเป็นภาพ เสียง หรือทั้งสองอย่างผสมกันก็ได้ ในส่วนของภาพอาจเป็นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
แม้นักแสดงจะแสดงเพียงเล็กน้อย เช่น การขยับร่างกายหรือขยับส่วนของหน้าตา
สำหรับเสียงอาจเป็นเสียงใดเสียงหนึ่ง เช่น เสียงเคาะประตู หรือเสียงโทรศัพท์ดัง
หรืออาจเป็นเสียงที่ไม่ปรากฏภาพในฉาก (off scene)
2. ข้อมูล Information
ข้อมูลในที่นี้คือข้อมูลที่เป็นภาพ ช็อตใหม่ หมายถึงข้อมูลใหม่ คือถ้าไม่มีข้อมูลอะไรใหม่ในช็อตนั้น
ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องนำมาตัดต่อ ไม่ว่าภาพจะมีความงดงามเพียงไร ก็ควรที่จะเป็นข้อมูลภาพที่แตกต่างจากช็อตที่แล้ว
ยิ่งมีข้อมูลภาพที่คนดูเห็นและเข้าใจมากขึ้น ผู้ชมก็ยิ่งได้รับข้อมูลและมีอารมณ์ร่วมมากขึ้น
เป็นหน้าที่ของคนตัดที่จะนำข้อมูลภาพมาร้อยให้มากที่สุดโดยไม่เป็นการยัดเยียดให้คนดู
3. องค์ประกอบภาพในช็อต Shot
Composition
ผู้ตัดไม่สามารถกำหนดองค์ประกอบภาพในช็อตได้ แต่งานของผู้ตัดคือควรให้มีองค์ประกอบภาพในช็อตที่สมเหตุสมผลและเป็นที่ยอมรับปรากฏอยู่
องค์ประกอบภาพในช็อตที่ไม่ดีมาจากการถ่ายทำที่แย่ ซึ่งทำให้การตัดต่อทำได้ลำบากมากขึ้น
4. เสียง Sound
เสียงคือส่วนสำคัญในการตัดต่ออีกประการหนึ่ง เสียงรวดเร็วและลึกล้ำกว่าภาพ
เสียงสามารถใส่มาก่อนภาพหรือมาทีหลังภาพเพื่อสร้างบรรยากาศ สร้างความกดดันอันรุนแรง
และอีกหลากหลายอารมณ์ เสียงเป็นการเตรียมให้ผู้ชมเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนฉาก
สถานที่ หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์
ความคลาดเคลื่อนของเสียงที่เหมาะสมเป็นการลดคุณค่าของการตัดต่อ เช่น
LS ของสำนักงาน ได้ยินเสียงจากพวกเครื่องพิมพ์ดีด ตัดไปที่ช็อตภาพใกล้ของพนักงานพิมพ์ดีด
เสียงไม่เหมือนกับที่เพิ่งได้ยินในช็อตปูพื้น คือ เครื่องอื่น ๆ หยุดพิมพ์ทันทีเมื่อตัดมาเป็นช็อตใกล้
ความสนใจของผู้ชมสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยเสียงที่มาล่วงหน้า (lapping)
ตัวอย่างเช่น การตัดเสียง 4 เฟรมล่วงหน้าก่อนภาพ เมื่อตัดจากภาพในอาคารมายังภาพฉากนอกอาคาร
5. มุมกล้อง Camera Angle
เมื่อผู้กำกับฯ ถ่ายทำฉาก จะทำโดยเริ่มจากตำแหน่งต่าง ๆ (มุมกล้อง)
และจากตำแหน่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผู้กำกับฯ จะให้ถ่ายช็อตหลาย ๆ ช็อต
คำว่า มุม ถูกใช้เพื่ออธิบายตำแหน่งของกล้องเหล่านี้ซึ่งสัมพันธ์กับวัตถุหรือบุคคล
จากภาพล้อครึ่งซีก
บุคคลอยู่ที่ดุมล้อ แต่ละซี่ล้อแทนแกนกลางของกล้องและตำแหน่งของกล้องก็อยู่ตรงปลายของซี่ล้อ
ตำแหน่งจะแตกต่างกันไป จากแกนถึงแกน โดยระยะห่างที่แน่นอนเรียกว่า มุมกล้อง
ซึ่งเป็นหนึ่งส่วนสำคัญของการตัดต่อ หัวใจสำคัญคือแต่ละครั้งที่ cut หรือ mix
จาก shot หนึ่งไปอีกช็อตหนึ่ง กล้องควรมีมุมที่แตกต่างไปจากช็อตก่อนหน้านี้
สำหรับคนตัด ความแตกต่างระหว่างแกน ไม่ควรมากกว่า 180 องศา และมักจะน้อยกว่า
45 องศา เมื่อถ่ายบุคคลเดียวกัน ด้วยประสบการณ์รูปแบบนี้อาจดัดแปลงได้อีกมาก
6. ความต่อเนื่อง Continuity
ทุกครั้งที่ถ่ายทำในมุมกล้องใหม่ (ในซีเควนส์เดียวกัน) นักแสดงหรือคนนำเสนอจะต้องแสดงการเคลื่อนไหวหรือทำท่าเหมือนเดิมทุกประการกับช็อตที่แล้ววิธีการนี้
ยังปรับใช้กับ take ที่แปลกออกไปด้วย
ความต่อเนื่องของเนื้อหา Continuity of content
ควรมีความต่อเนื่องของเนื้อหา เช่น นักแสดงยกหูโทรศัพท์ด้วยมือขวาในช็อตแรก
ดังนั้นก็คาดเดาได้ว่าหูโทรศัพท์ยังคงอยู่ในมือขวาในช็อตต่อมา
งานของคนตัดคือ ทำให้แน่ใจว่าความต่อเนื่องยังคงมีอยู่ทุกครั้งที่ทำการตัดต่อในซีเควนส์ของช็อต
ความต่อเนื่องของการเคลื่อนไหว Continuity
of movement
ความต่อเนื่องยังเกี่ยวข้องกับทิศทางการเคลื่อนไหว หากนักแสดงหรือบุคคลเคลื่อนที่จากขวาไปซ้ายในช็อตแรก
ช็อตต่อมาก็คาดเดาว่านักแสดงหรือบุคคลจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
เว้นแต่ในช็อตจะให้เห็นการเปลี่ยนทิศทางจริง ๆ
ความต่อเนื่องของตำแหน่ง Continuity of position
ความต่อเนื่องยังคงความสำคัญในเรื่องของตำแหน่งนักแสดงหรือบุคคลในฉาก
หากนักแสดงอยู่ทางขวามือของฉากในช็อตแรก ดังนั้นเขาจะต้องอยู่ขวามือในช็อตต่อมาด้วย
เว้นแต่มีการเคลื่อนไหวไปมาให้เห็นในฉากถึงจะมีการเปลี่ยนไป
ความต่อเนื่องของเสียง Continuity of sound
ความต่อเนื่องของเสียงและสัดส่วนของเสียงเป็นส่วนที่สำคัญมาก ถ้าการกระทำกำลังเกิดขึ้นในที่เดียวกันและเวลาเดียวกัน
เสียงจะต้องต่อเนื่องจากช็อตหนึ่งไปยังช็อตต่อไป เช่น ในช็อตแรกถ้ามีเครื่องบินในท้องฟ้าแล้วได้ยินเสียง
ดังนั้นในช็อตต่อมาก็ต้องได้ยินจนกว่าเครื่องบินนั้นจะเคลื่อนห่างออกไป
แม้ว่าบางครั้งอาจไม่มีภาพเครื่องบินให้เห็นในช็อตที่สอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่จำเป็นต้องมีเสียงต่อเนื่องในช็อตต่อไป
นอกจากนี้ ช็อตที่อยู่ในฉากเดียวกันและเวลาเดียวกัน จะมีเสียงปูพื้น
(background sound) ที่เหมือนกัน เรียกว่า background ambience, atmosphere
หรือเรียกย่อ ๆ ว่า atmos ซึ่งต้องมีความต่อเนื่อง
การตัด (The Cut)
การตัดเป็นวิธีการเชื่อมต่อภาพที่ธรรมดาที่สุดที่ใช้กัน เป็นการเปลี่ยนในพริบตาเดียวจากช็อตหนึ่งไปอีกช็อตหนึ่ง
ถ้าหากทำอย่างถูกต้องมันจะไม่เป็นที่สังเกตเห็น
ในบรรดาวิธีการเชื่อมภาพ 3 แบบ การตัดเป็นสิ่งที่ผู้ชมยอมรับว่าเป็นรูปแบบของภาพที่เป็นจริง
การตัดใช้ในกรณีที่
- เป็นการกระทำที่ต่อเนื่อง
- ต้องการเปลี่ยนจุดสนใจ
- มีการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลหรือสถานที่เกิดเหตุ
การตัดที่ดีมาจากความรู้เบื้องต้น 6 ประการ
1. แรงจูงใจ Motivaation
ควรต้องมีเหตุผลในการตัด
ยิ่งคนตัดมีทักษะมาก มันก็ยิ่งง่ายที่จะหาหรือสร้างแรงจูงใจสำหรับการตัด
เนื่องจากมีพัฒนาการที่มากขึ้น ในการรับรู้ว่าจุดไหนการตัดต่อควรจะเกิดขึ้น
จึงกลายเป็นการเข้าใจได้ง่ายกว่า การตัดก่อนเกิดแรงจูงใจหรือการตัดล่วงหน้า
(early cut) นั้น ได้ผลอย่างไร
การตัดหลังแรงจูงใจ เรียกว่าการตัดช้า (late cut)
ความคาดหวังของผู้ชม สามารถมาหลังหรือมาก่อนได้ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ตัดจะใช้วิธีการตัดล่วงหน้าหรือการตัดช้า
2. ข้อมูล Information
ภาพใหม่ควรมีข้อมูลใหม่เสมอ
3. องค์ประกอบภาพ Composition
แต่ละช็อตควรจะมีองค์ประกอบภาพหรือกรอบภาพของช็อตที่มีเหตุมีผล
4. เสียง Sound
ควรจะมีรูปแบบของเสียงที่ต่อเนื่องหรือพัฒนาการของเสียง
5. มุมกล้อง Camera angle
ช็อตใหม่แต่ละช็อต ควรมีมุมกล้องที่แตกต่างจากช็อตเดิม
6. ความต่อเนื่อง Continuity
การเคลื่อนไหวหรือการกระทำ ควรจะมีชัดเจนและความเหมือนกันในช็อต
2 ช็อต ที่จะตัดเข้าด้วยกัน
ข้อพิจารณาทั่วไป
เมื่อการตัดกลายเป็นสิ่งที่สังเกตได้หรือสะดุด มันเรียกว่า การตัดกระโดด
(Jump Cut) การตัดแบบกระโดดมีบทบาทเป็นเหมือนการพักในการเชื่อมจากช็อตหนึ่งไปยังช็อตต่อไป
หากเป็นมือใหม่ คุณควรพยายามทำแบบตัดแบบต่อเนื่อง (clear cut) เสมอ
และถือว่าตัดกระโดดเป็นการตัดที่ไม่น่าพึงพอใจ จนกว่าคุณจะรู้ว่าจะใช้มันอย่างไร
ที่ดีที่สุดแล้ว การตัดแต่ละครั้งควรจะประกอบด้วยความรู้เบื้องต้นทั้ง
6 ส่วน แต่ไม่ต้องทุกครั้งที่ตัด ข้อแนะนำคือพยายามให้มีมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ขึ้นอยู่กับชนิดของการตัดต่อ
ผู้ตัดควรรู้จักความรู้เบื้องต้นนี้อย่างลึกซึ้ง ดังนั้นเวลาดูฟุตเทจ
ก็ควรจะตรวจสอบด้วยความรู้เบื้องต้น 6 ประการนี้เท่าที่จะทำได้ทุกครั้ง
การผสมภาพ (The Mix)
การผสมรู้จักกันในชื่อของการเลือนภาพ (The Dissolve) การเลือนทับ (The
Lap Dissolve) หรือการเกยทับ (The
Lap)
นี่เป็นวิธีการเชื่อมจากช็อตหนึ่งไปยังอีกช็อตหนึ่งที่ใช้กันทั่วไปมากเป็นลำดับที่
2 ทำได้โดยการนำช็อตมาเลือนทับกัน ดังนั้นตอนใกล้จบของช็อตหนึ่งจะเริ่มมีชีวิตต่อไปค่อย
ๆ เห็นเด่นขึ้นมา เมื่อช็อตเก่าจางหายไป ช็อตใหม่ก็จะเข้มขึ้น
การเชื่อมแบบนี้เห็นได้ชัดมาก
จุดกึ่งกลางของการผสมคือเมื่อภาพแต่ละภาพเข้มเท่า ๆ กัน เป็นการสร้างภาพใหม่
การผสมต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก การผสมควรใช้อย่างถูกต้อง
- เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทันเวลา
- เมื่อต้องการให้เวลายืดออกไป
- เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสถานที่
- เมื่อมีความสัมพันธ์ของภาพที่ชัดเจน ระหว่างภาพที่กำลังจะออกและภาพที่กำลังจะเข้า
ความรู้เบื้องต้น 6 ประการในการผสมภาพ
1. แรงจูงใจ Motivation
ควรต้องมีเหตุผลในการผสมภาพเสมอ
2. ข้อมูล Information
ภาพใหม่ควรมีข้อมูลใหม่เสมอ
3. องค์ประกอบภาพ Composition
ช็อต 2 ช็อตที่ผสมเข้าด้วยกัน ควรมีองค์ประกอบภาพที่เกยทับกันได้ง่ายและหลีกเลี่ยงภาพที่จะขัดกัน
4. เสียง Sound
เสียงของทั้ง 2 ช็อต ควรจะผสานเข้าด้วยกัน
5. มุมกล้อง Camera angle
ช็อตที่ผสมกันควรมีมุมกล้องที่ต่างกัน
6. เวลา Time
การผสมภาพ ใช้เวลาอย่างน้อย 1 วินาทีและมากสุด 3 วินาที
ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย ทำให้การผสมภาพแบบเร็วมากและแบบช้ามาก
หรือการผสมภาพ 4 เฟรม สามารถทำได้โดยง่ายหรือสามารถผสมภาพได้นานเท่าความยาวของช็อตเลยทีเดียว
หาก mix หรือ dissolve นานไปหรือสั้นไป (20 เฟรมหรือน้อยกว่า) ก็ไม่ดี
เพื่อให้การผสมภาพได้ผลควรใช้เวลาอย่างน้อย 1 วินาที หากการผสมภาพยืดออกไป
จะยิ่งทำให้คนดูสับสนมากขึ้น
การเลือนภาพ (The Fade)
การเลือนภาพ เป็นการเชื่อมภาพที่ค่อยเป็นค่อยไปจากภาพใดภาพหนึ่งไปยังฉากดำสนิทหรือขาวทั้งหมด
หรือจากจอดำหรือขาวไปยังภาพใดภาพหนึ่ง
การเลือน มี 2 ลักษณะ
- การเลือนภาพออก (fade out) เป็นการเชื่อมของภาพไปจอดำ
- การเลือนภาพเข้า (fade in) หรือ เลือนขึ้น (fade
up) เป็นการเชื่อมภาพจากจอดำไปยังภาพ
การเลือนภาพเข้าใช้เมื่อ
- เริ่มต้นเรื่อง
- เริ่มต้นตอน บท หรือฉาก
- มีการเปลี่ยนเวลา
- มีการเปลี่ยนสถานที่
การเลือนภาพออกใช้เมื่อ
- จบเรื่อง
- จบตอน ฉาก หรือองก์
- มีการเปลี่ยนเวลา
- มีการเปลี่ยนสถานที่
การเลือนภาพออกและเลือนภาพเข้ามักจะตัดไปด้วยกันที่สีดำ 100%
หายากที่จะ 100% สีขาว ใช้ตอนจบฉากหนึ่งและเริ่มฉากใหม่ ยังใช้เพื่อแยกเวลาและสถานที่ด้วย
ความรู้เบื้องต้น 3 ประการของการเลือนภาพ
การเลือนภาพต้องการ 3 องค์ความรู้จากความรู้เบื้องต้น 6 ประการ
ได้แก่
1. แรงจูงใจ Motivation
ควรมีเหตุผลที่ดีในการเลือนภาพเสมอ
2. องค์ประกอบภาพ Composition
ที่ควรเป็นคือการวางองค์ประกอบของช็อตก็ให้เป็นไปตามลักษณะการเชื่อมภาพไปฉากดำ
คือ ค่อย ๆ ดำทั้งภาพ นั่นหมายความว่าไม่ต่างกันมากระหว่างส่วนต่างที่สุดของภาพและส่วนมืดที่สุด
3. ความรู้เรื่องเสียงของภาพ Sound
ควรใกล้เคียงกับบางรูปแบบของจุดไคลแม็กหรือตอนจบสำหรับการเลือนภาพออก
และตรงข้ามสำหรับเลือนภาพเข้า
5 ประเภทของการตัดต่อ
การตัดต่อมี 5 ประเภท :
- ตัดต่อการกระทำ action edit
- ตัดต่อตำแหน่งจอ screen position edit
- ตัดต่อรูปแบบ form edit
- ตัดต่อที่มีเรื่องราว concept edit
- ตัดต่อแบบผนวก combined edit
มันสำคัญสำหรับผู้ตัดที่จะต้องจำชนิดทั้งหมดของการตัดต่อและรู้ว่าทำอย่างไร
คนตัดต้องสามารถแยกแยะแต่ละความรู้ที่ต้องการใช้ในการตัดต่อ
การตัดต่อการกระทำ The action edit
บางครั้งเรียกการตัดต่อความเคลื่อนไหวหรือตัดต่อความต่อเนื่อง เกือบจะใกล้เคียงการตัดชนภาพ
มันสามารถเป็นการให้สัญญาณหรือเคลื่อนไหวที่ง่ายที่สุด เช่น การยกหูโทรศัพท์
การตัดต่อการกระทำ ต้องมีความรู้เบื้องต้น 6 ประการ หรือเกือบครบ
6 ประการ
แรงจูงใจ ข้อมูล องค์ประกอบของช็อต เสียง มุมกล้องใหม่ และความต่อเนื่อง
ผู้ชายคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขายกหูโทรศัพท์ขึ้นแล้วพูดตอบโต้
พิจารณา 2 ช็อต และชี้แจงตามความรู้ 6 ประการ
1. แรงจูงใจ Motivation
เมื่อโทรศัพท์ดัง เรารู้ว่าผู้ชายคนนั้นจะหยิบหูโทรศัพท์และพูดตอบโต้
นี้น่าจะเป็นแรงจูงใจที่ดีที่จะทำการตัดต่อ
2. ข้อมูล Information
ใน LS เราสามารถเห็นสำนักงาน ผู้ชายคนนั้นนั่งอย่างไรและทำอย่างไร
MCU บอกเรามาขึ้นเกี่ยวกับชายคนนั้น ตอนนี้เราสามารถเห็นในรายละเอียดมากขึ้นว่าเขาหน้าตาท่าท่างเป็นอย่างไร
สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ปฏิกิริยาของเขาต่อเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น
ใน MCU เราสามารถเห็นภาษาท่าทางบางอย่าง ดังนั้น MCU บอกข้อมูลแก่เรา
3. องค์ประกอบของช็อต Shot composition
องค์ประกอบของช็อตใน LS เป็นการสร้างเรื่องที่มีเหตุมีผล แม้แต่ให้มีต้นไม้เป็นฉากหน้า
ซึ่งมันบอกลักษณะความคิดทั่ว ๆ ไปของสำนักงานและผู้ชายถูกเสนออย่างชัดเจนว่ากำลังทำงานอยู่ที่โต๊ะของเขา
MCU จะให้ความสมดุลเรื่องช่องว่างบนศีรษะ ถูกต้องดี แม้ว่าคนตัดที่มีประสบการณ์อาจแย้งว่าน่าจะขยับจอไปทางขวาอีก
เพื่อยอมให้มีพื้นที่แก่โทรศัพท์เคลื่อนไหวบ้าง แต่ในเรื่ององค์ประกอบของช็อตก็เป็นที่ยอมรับได้
4. เสียง Sound
ควรมีเสียงหรือบรรยากาศของฉากหลังเหมือนกันในทั้ง 2 ช็อต ซึ่งบรรยากาศเป็นเสียงการจราจรอันวุ่นวายข้างนอกเบา
ๆ หรือเสียงภายในสำนักงาน ควรจะให้เสียงมีความต่อเนื่องทั้ง 2 ช็อต
5. มุมกล้อง Camera angle
ใน LS มุมกล้อง อยู่ 45 องศา เกือบจะอยู่ด้านข้าง
ใน MCU มุมกล้อง อยู่ตรงหน้าบุคคลโดยตรง มุมกล้องทั้ง 2 มีความแตกต่างกัน
6. ความต่อเนื่อง Continuity
จาก LS การเคลื่อนไหวของแขนคนกำลังยกหูโทรศัพท์ ควรต่อเนื่องมายัง
MCU คือใช้แขนข้างเดียวกันยกหูโทรศัพท์
หากการตัดต่อมีองค์ประกอบหลักทั้ง 6 ประการนี้ จะมีความเนียน ไม่สะดุด
และภาพเรื่องราวก็จะไหลลื่นไปโดยไม่หยุด
.............................................................................................
การตัดต่อตำแหน่งภาพ The screen position edit
การตัดต่อชนิดนี้ บางครั้งเรียกว่า การตัดต่อทิศทาง a directional
edit หรือการตัดต่อสถานที่ a placement edit อาจเป็น การตัดชนภาพ
(Cut) หรือการผสม (Mix) แต่มักจะเป็นการตัดชน หากว่าไม่มีการเปลี่ยนของเวลา
การตัดแบบนี้ มักจะมีการวางแผนไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนถ่ายทำ หรือช่วงระหว่างการถ่ายทำ
ขึ้นอยู่กับการกระทำของช็อตแรกที่บังคับหรือกำกับให้สายตาของคนดูไปยังตำแหน่งใหม่บนจอ
ตัวอย่าง 1
นักเดินทาง 2 คน หยุดเดินเมื่อพวกเขาเห็นและชี้รอยเท้าของคนที่พวกเขากำลังตามหา
ทั้ง 2 ช็อตนี้ จะตัดชนภาพเข้าด้วยกัน มุมกล้องต่างกันและมีความต่อเนื่องของเท้าหรือขาที่เคลื่อนไหว
มีข้อมูลใหม่ และมีความต่อเนื่องของเสียง มีแรงจูงใจคือ พวกเขากำลังชี้ลงไปอย่างจริงจัง
และองค์ประกอบของช็อตก็ใช้ได้ผล
การตัดต่อ ประกอบด้วยความรู้เบื้องต้น 6 ประการ เป็นการตัดที่ได้ผล
และภาพของการดำเนินเรื่องไม่ถูกขัดจังหวะ
ตัวอย่าง 2
ผู้หญิงคนหนึ่งกับปืนที่กำลังจ่อออกไปนอกตัว
การตัดชนภาพจะได้ผลอีกครั้ง เพราะมีเหตุผลตามที่กล่าวในตัวอย่าง 1
ตัวอย่าง 3
ที่เวทีแห่งหนึ่ง โฆษกรายการกำลังประกาศการแสดงต่อไป เอาละครับ ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ
เขาตะโกน ผายมือไปทางข้างเวที ขอต้อนรับ...ปอมพิสโต้ผู้ยิ่งใหญ่
!!
อีกครั้งที่ช็อตทั้งสองนำมาตัดต่อเข้าด้วยกัน
มุมกล้องแตกต่างกัน
มีข้อมูลใหม่ เรายังไม่เห็น ปอมพิสโต้ผู้ยิ่งใหญ่มาก่อน และเราต้องการรู้ว่าหน้าตาเขาเป็นอย่างไร
เสียงน่าจะเสนอให้ยิ่งเป็นไปได้มากขึ้น การตัดชนทั้งเสียงปรบมือ หรือตอนพูดว่า
ขอต้อนรับ หรือหลังจากคำพูด ถ้าคุณอยากยืดเวลาเข้าของปอมพิสโต้ผู้ยิ่งใหญ่
มีแรงจูงใจในการตัดชนภาพ ดังนั้นสังเกตได้ว่า ผู้ชมได้รับการบอกกล่าวว่า
พวกเขากำลังจะได้พบกับปอมพิสโต้ ดังนั้นก็พบเขากันเลย
องค์ประกอบของช็อตก็ได้ผล
การตัดต่อตำแหน่งจอ ไม่จำเป็นต้องมีครบองค์ความรู้ทั้ง 6 ประการ อย่างไรก็ตาม
ถ้ายิ่งมีมากก็ยิ่งดี
-- การตัดต่อรูปแบบ The Form Edit
เป็นการอธิบายที่ดีที่สุดของการเชื่อมจากช็อตหนึ่ง ซึ่งมีการแสดงรูป,
สี, มิติหรือเสียงไปยังอีกช็อตหนึ่ง ซึ่งมีการแสดงรูปทรง สี
มิติ หรือเสียงนี้สัมพันธ์กัน
หากมีเสียงเป็นแรงจูงใจ การตัดต่อรูปแบบ สามารถเป็นการตัดชนได้
แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการผสม หลักการนี้เป็นจริงเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสถานที่
และ/หรือบางครั้ง เวลาเปลี่ยน
ตัวอย่าง 1
ในห้องที่ร้อนชื้นของบรรดาฑูต นักหนังสือพิมพ์รอคอยการปล่อยเฮลิคอปเตอร์
เพื่อที่จะพาพวกเขาให้เป็นอิสระ บนฝ้าเพดานมีพัดลมเพดานหมุน เฮลิคอปเตอร์มาถึง
การตัดต่อสามารถทำได้ทั้งตัดชนหรือผสม การผสมภาพจะชี้ถึงความแตกต่างระหว่างเหตุการณ์ในเวลาที่ยิ่งใหญ่
รูปแบบ อาจเป็นการหมุนของพัดลม ซึ่งสัมพันธ์กับรูปแบบการหมุนของใบพัดเฮลิคอปเตอร์
เสียงอาจเกยทับกันเพื่อสร้างความเข้าใจล่วงหน้าหรือทีหลัง
ตัวอย่าง 2
การตัดรูปแบบใช้กันบ่อยในโฆษณา ในที่นี้บุคคลกำลังยืนพิงเลียนแบบตัวสัญลักษณ์บริษัท
ปัญหาใหญ่ในการตัดต่อรูปแบบ คือ การตัดอาจดูเหมือนเป็นการประดิษฐ์เกินไป
หากใช้บ่อย ๆ รูปแบบการตัดต่ออาจเดาได้
ความงามของการตัดต่อรูปแบบสามารถเห็นได้เมื่อมันถูกทำดี ๆ และเมื่อนำไปรวมกับการตัดต่อชนิดอื่น
ๆ จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่โผล่เกินไป
การตัดต่อที่มีเรื่องราว The Concept Edit
บางครั้งเรียกการตัดต่อที่เคลื่อนไหว หรือการตัดต่อความคิด เป็นการเสนอความคิดที่บริสุทธิ์ล้วน
ๆ เพราะว่า 2 ช็อตที่ถูกเลือกและจุดที่ทำการตัดต่อ การตัดต่อเรื่องราวนี้เป็นการปูเรื่องในหัวเรา
การตัดต่อที่มีเรื่องราว สามารถครอบคลุมถึงการเปลี่ยนสถานที่ เวลา
ผู้คน และบางครั้งก็เป็นตัวเรื่อง มันสามารถทำได้โดยไม่มีการสะดุดของภาพ
ถ้าเป็นการตัดต่อที่มีเรื่องราวที่ดี มันสามารถบอกอารมณ์เป็นอารมณ์ดราม่าและสร้างความลึกซึ้ง
แต่ทำยาก ถ้าไม่ได้วางแผนเป็นอย่างดีแล้ว ความไหลลื่นของข้อมูลภาพ
อาจชะงักงันไปเลย
การตัดต่อแบบผนวก The combined edit
เป็นการตัดต่อที่ยากที่สุดแต่มีพลังมากที่สุด การตัดแบบผนวกนี้เป็นการรวมการตัดต่อ
2 แบบหรือมากกว่านั้นจากการตัดต่อทั้ง 4 แบบที่กล่าวมา
เพื่อให้การตัดแบบผนวกได้ผลดี ผู้ตัดจำเป็นต้องจำทั้งเสียงและภาพที่ใช้ได้ในแต่ละช็อต
ดังนั้นการตัดแบบนี้ควรได้รับการวางแผนเป็นอย่างดีทั้งก่อนการถ่ายทำและขณะถ่ายทำ
................................................................................
แบบฝึกหัดทั่วไป
แบบฝึกหัดทั่วไปของการตัด มีการเปลี่ยนแปลง พัฒนา แก้ไข และสืบทอด
จากคนตัดรุ่นแล้วรุ่นเล่ามาหลายปี มันอยู่บนรากฐานของสิ่งที่ผู้ตัดพบเจอในการทำงาน
บางครั้งเหตุผลว่าทำไมแบบฝึกหัดที่มีไม่กระจ่างชัด โดยเฉพาะสำหรับผู้เริ่มต้น
ถ้าเป็นเช่นนั้น คงต้องให้หลับหูหลับตายอมรับจนกว่าจะมีประสบการณ์ที่มากขึ้น
ถึงจะเข้าใจแบบฝึกหัด น่าจะเป็นโดยการรวบรวมในส่วนที่เกี่ยวข้องเกือบทั้งหมด
มีแบบฝึกหัด 1 บท ที่ผู้ตัดทุกคนอ้างว่าสำคัญมาก ๆ มันนำมาใช้เกือบทุกทักษะและเป็นไวยากรณ์สร้างสรรค์
มันยังเป็นข้อแก้ตัวสำหรับคนอ่อนหัด
General Practice แบบฝึกหัดทั่วไป
วิธีการฝึกตัดต่อโดยทั่วไปนั้นมีการเปลี่ยนแปลง พัฒนาและปรับปรุงมาโดยตลอด
ขึ้นอยู่กับนักตัดต่อในแต่ละช่วงนั้นว่าได้พบอะไรบ้างจากการทำงาน
บางอย่างอาจจะทำให้ผู้เริ่มต้นสับสน แต่เมื่อมีประสบการณ์เพิ่มขึ้นก็จะทำให้วิธีการฝึกนั้นชัดเจนขึ้น
หลักการของการตัดต่อโดยทั่วไป คือ
1. เสียงและภาพนั้นคือส่วนที่เสริมซึ่งกันและกัน
2. ภาพใหม่ควรให้ข้อมูลใหม่
3. ควรมีเหตุผลสำหรับทุกภาพที่ตัด
4. ให้ระวังเรื่อง การข้ามเส้น
5. เลือกแบบการตัดที่เหมาะสมกับเรื่อง
6. ยิ่งตัดต่อดี ยิ่งดูลื่นไหล
7. การตัดคือการสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่
Working Practise แบบฝึกหัดปฏิบัติ
จะเป็นแนวทางวิธีการตัด เทคนิคพิเศษ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่าง
ก็อาจเปลี่ยนได้ ขึ้นอยู่กับแฟชั่นในแต่ละยุคสมัย ลักษณะความชื่นชอบของคนดูและเทคโนโลยี
1. อย่าตัดเฟรมที่ไม่เท่ากันให้สังเกตที่ headroom ของภาพ
2. ให้ระวัง Shot ที่มีวัตถุอยู่ใกล้กับศีรษะตัวละคร
3. หลีกเลี่ยงภาพที่มีขอบข้าง (Frame edge) ไปตัดตัวบุคคล
4. ตัด Shot ที่มี Background เหมือนกัน เช่น ถ้าชัดตื้นก็ชัดตื้นเหมือนกัน
5. เมื่อตัดหนังแนวดราม่า อย่าตัดในจังหวะที่ตัวละครหยุดพูดทันที
6. ควรมี Shot รับคู่สนทนาแทรกดีกว่าการพูดทีละคน
7. เวลาตัด Dialog ควรมีการรับหน้าคู่สนทนา
8. เวลาถ่าย 3 ตัวละคร อย่าตัด 2 Shot ไป 2 Shot
9. ควรใช้ Shot CU สำหรับตัวละครตัวเดียว
10. ถ้าตัวละครตัวเดียว ให้หลีกเลี่ยงการใช้ภาพมุมเดิม
11. เวลาตัดจังหวะ ลุกหรือนั่ง ให้สายตาของตัวละครอยู่ในเฟรมนานที่สุด
12. เมื่อตัดไป Shot CU ให้เลือก Shot ที่ Action ช้าที่สุด
13. พยายามเลือก Shot ที่ใช้ Tracking ดีกว่า Zoom
14. อย่าใช้ภาพ Track out ระหว่าง Cut
15. เวลาตัด Pan Shot ให้ใช้ภาพคนที่เดินไปในทิศทางเดียวกัน
16. เวลาตัด Pan, Track อย่าตัดไปที่ภาพนิ่ง
17. อย่าข้าม Line 180
18. เวลาตัด 2 Shot อย่าตัดไปภาพ 2 Shot ของวัตถุเดิม
19. เวลาตัด Shot คุยโทรศัพท์ให้อยู่คนละฝั่งกัน
20. เวลาคนเดินออกด้านซ้าย ก็ต้องเข้ามาทางขวาของเฟรม
21. อย่าตัดภาพที่จุดสนใจเดียวกัน
22. เมื่อใช้ CU ติด ๆ กัน แล้วควรตัดกลับมาที่ LS
23. หลังจากแนะนำตัวละครใหม่แล้วให้ตัดเข้ามาที่ CU
24. เมื่อตัดเข้า Scene ใหม่ให้ใช้ LS
25. หลีกเลี่ยงการตัดจาก LS มา CU ของตัวละครเดิมทันที
26. อย่าตัดเข้าภาพดำทันที
27. ควรให้เสียงเข้ามาก่อนภาพ 12-24 เฟรม
28. จบเพลงควรจบภาพ |