งานสร้างภาพยนตร์ (Production) ตอนที่ 3
โดย Resolution
การวิเคราะห์ต้นทุน
ตัวอย่างที่ให้ดูในตอนที่แล้วเป็นตัวอย่างต้นทุนของหนังประเภทหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นภาพโดยรวมๆ แต่หนังต่างประเภทก็จะมีรูปแบบการจัดต้นทุนต่างๆกันออกไปปัจจัยทางเทคนิคที่ผู้อำนวยการสร้างจะต้องนำมาพิจารณาได้แก่ ฟอร์แมตของฟิล์ม (Film format), ความยาว (Length), อัตราการถ่ายทำ (Shooting ratio) และตารางงานสร้าง (Production schedule) โดยปกติแล้ว นักแสดง, เงินจูงใจเหล่าหัวเรือใหญ่, ค่าแรง, สเปเชียลเอฟเฟคท์, ทำเลสถานที่, อุปกรณ์, ระดับทักษะของทีมงาน เหล่านี้ล้วนส่งผลให้ต้นทุนของหนังเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน แต่ในทางกลับกันสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็ถูกควบคุมด้วยปัจจัยหลักๆสี่หัวข้อซึ่งถูกระบุไว้ที่หัวกระดาษของเอกสารสรุปต้นทุนได้แก่
ฟอร์แมทของการถ่ายทำ
งานสร้างภาพยนตร์มักจะถูกนำไปเปรียบเทียบว่าเป็นเรื่องของการตัดเสื้อให้พอดีผ้ามากกว่าที่จะหาผ้ามาตัดเสื้อในขนาดที่ต้องการ ผู้อำนวยการสร้างหลายๆคนมักจะชอบใช้ฟิล์มขนาด 35 มม.ในการถ่ายทำเพราะมันสามารถจัดจำหน่ายในวงกว้างได้ง่ายกว่า อย่างแรกคือฉายโรง ต่อมาก็ลงวิดีโอแล้วก็ต่อด้วยการขายให้ทีวี อีกทั้งยังให้คุณภาพของภาพและเสียงในระดับที่ดีกว่าฟอร์แมทอื่นๆด้วย ขบวนการกอปปี้ฟิล์มก็ไม่ยุ่งยาก แต่อย่างว่า 35 มม.เป็นหนึ่งในฟอร์แมทที่แพงที่สุดด้วยเช่นกัน ซึ่งถ้าเป็นหนังที่มีทุนจำกัดแล้วล่ะก็ ข้อได้เปรียบที่ว่ามาก็คงจะเป็นอะไรที่เกินเอื้อมไปเหมือนกันผู้อำนวยการสร้างบางรายอาจจะไม่สนใจเรื่องเชิงเทคนิคอย่างนี้แล้วก็หันไปใช้ฟอร์แมทที่เล็กกว่าอย่าง 16 มม.ในการถ่ายทำแล้วขยายเป็น 35 มม.เมื่อตอนจัดจำหน่าย ซึ่งโดยปกติคุณภาพของภาพที่ได้จะเข้าขั้นห่วยแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหนังจะเจ๊งเมื่อออกฉายแต่ฟิล์ม 16มม. ก็อาจจะให้ประโยชน์บางอย่างได้เหมือนกับฟิล์ม 35 มม.ที่ตัดข้อได้เปรียบบางอย่างออกไป โดยเฉพาะที่ว่าเทคโนโลยี 16 มม.ในปัจจุบันถูกพัฒนาด้านคุณภาพไปมากทั้งฟิล์ม, เลนส์, อุปกรณ์ถ่ายทำ จนกระทั่งทำให้ผู้อำนวยการสร้างบางรายถึงกับต้องเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับอร์แมต 16 มม. ไปก็มี
ความยาวของภาพยนตร์ (ฉบับสุดท้าย)
ความยาวขงอภาพยนตร์นั้โดยทางทฤษฎีจะหมายถึงบทหนังหนึ่งหน้า (มาตรฐานจากฮอลลีวูด) แต่มีความกดดันทางการเงินหลายๆอย่างที่สำคัญกว่าจุดประสงค์ของคนเขียนบทและผู้กำกับ หนังที่มีความยาวเกินสองชั่วโมงนั้นถือว่าขายยาก เพราะไม่สามารถจัดเวลาฉายให้ลงตัวได้, ทำให้รอบฉายน้อยลง และ รายได้ก็ลดลงด้วย
แบร์นาโด เบอร์โตลุคชี่ ก็เคยมีปัญหาใหญ่เกี่ยวกับความยาวของหนังเรื่อง 1900 ซึ่งมีความยาวถึงสี่ชั่วโมงสำหรับฉบับที่เขาตัดเอง และนั่นก็เป็นความปวดหัวของผู้จัดจำหน่ายและเจ้าของโรงฉายที่ต้องมานั่งคิดกัยนว่าหนังมันจะทำเงินสักเท่าไหร่ โดยที่ผู้จัดจำหน่ายยืนยันที่จะหั่นหนังออกแล้วก็เกิดการทะเลาะกันระหว่างกลุ่มคนที่สนใจงานในเชิงศิลปะกับกลุ่มหนึ่งที่พยายามทำให้หนังทำเงินเพิ่มขึ้น เหตุการณ์เดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้วกับหนังเงียบของ อีริก ฟอน สโตรเฮล์มเรื่อง Greed (ถูกยกย่องในเวลาต่อมาให้เป็นหนึ่งในงานระดับมาสเตอร์พีช) ซี่งเคยถูกผู้อำนวยการสร้างและผู้จัดจำหน่ายหั่นตัวหนังจนไม่เหลือดีมาแล้ตามธรรมเนียมปฏิบัติของอุตสาหกรรมหนังนั้นสิทธิ์ในการตัดต่อหนังขั้นสุดท้ายนั้นเป็นของสตูดิโอมีผู้กำกับเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถรักษาสิทธิ์ในการตัดหนังขั้นสุดท้ายไว้ได้ ซึ่งก็ต้องเป็นผู้กำกับที่มีประวัติเคยสร้างหนังทำเงินมาแล้วไม่เฉพาะหนังที่ยาวเกินไปเท่านั้น หนังที่สั้นกว่า 90 นาทีก็ทำให้เกิดปัญหากับการจัดจำหน่ายได้เหมือนกัน เพราะคนดูจะรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าตั๋วหนัง
อัตราส่วนการใช้ฟิล์มในการถ่ายทำ (Shooting ratio)
อัตราส่วนการใช้ฟิล์มในการถ่ายทำนั้นหมายถึงอัตราส่วนของจำนวนฟิล์มที่ต้องการใช้ในฉบับสุดท้าย กับ จำนวนฟิล์มฟิล์มที่จะใช้ในการถ่ายทำจริง เช่นถ่ายแบบ 10 เอา 1 กะคร่าวๆได้ว่าถ่าย 10 เทค เอาเพียง 1 เทคเท่านั้น นี่คืออีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นปัญหาสำหรับผู้อำนวยการสร้างในการที่จะควบคุมต้นทุน เพราะผู้กำกับมักจะพูดว่า สิ่งที่ถูกที่สุดในการถ่ายทำภาพยนตร์นั้นคือฟิล์ม หรืออีกนัยหนึ่งคือถ่ายเผื่อไว้เยอะๆดีกว่าที่จะต้องออกกองเพิ่มกันอีกหนึ่งวัน ก็เป็นความจริงสำหรับหนังใหญ่ครับ แต่ถ้าเป็นกับหนังที่มีงานสร้างขนาดเล็กอย่างสารคดีหรือหนังสั้นนักศึกษานั้น การใช้อัตราส่วนฟิล์มมากๆก็กระเทือนซางได้เหมือนกันการเตรียมบทที่ดีและการทำพรีโพรฯที่รอบคอบจะช่วยลดการใช้ฟิล์มลงอย่างมาก การที่มีจอวิดีโอมอนิเตอร์ต่อพ่วงจากกล้องถ่ายหนังก็สามารถทำให้การควบคุมคุณภาพของหนังได้ง่ายขึ้น โดยให้นักแสดงซ้อมต่อหน้ากล้องจริงๆก่อน นอกจากนี้ทีมงานที่มีประสบการณ์ก็จำเป็นเช่นกัน การกำหนดอัตราส่วนการใช้ฟิล์มให้เหมาะสมก็มีส่วนสำคัญ กำหนดมากไปงบก็บาน น้อยไปเดี๋ยวก็ตัดไม่ลงต้องถ่ายซ่อมกันอีกหลายคิว
เอาไว้ต่อคราวหน้าครับ....
|