++ การเตรียมงานสร้างภาพยนตร์ (Pre-production) ตอนที่ 3 ++

โดย Resolution

เมื่อตอนที่แล้วได้กล่าวถึง Storyboard และตำแหน่งหน้าที่ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับงานพรีฯ ไป

ทีนี้เราจะมาต่อกันด้วยหน้าที่ของผู้จัดการงานสร้าง (Production Manager) ก่อนอื่นใดเมื่อได้บทถ่ายทำ (Shooting Script) มาแล้วสิ่งที่จะต้องทำคือ แยกย่อยบท( Script Breakdown) และกำหนดรายละเอียด โดยที่ ผู้จัดการงานสร้าง, ผู้อำนวยการสร้าง และฝ่ายต่างๆที่เตรียมงานสร้างจะมานั่งประชุมเพื่อพิจารณารายละเอียดของบทอย่างละเอียด ซึ่งมีส่วนที่ต้องพิจารณาดังนี้

1. กำหนดรายละเอียดของสิ่งต่างๆที่อยู่ในบทประกอบไปด้วย - ตัวแสดง, ของประกอบฉากต่างๆ (Props) อุปกรณ์เครื่องมือ และช่างที่ต้องมีสำหรับฉากนั้นๆ, กำหนดสถานที่ถ่ายทำให้ตรงตามบท, ลงรายละเอียดว่าแต่ละฉากแต่ละซีเควนซ์ (Sequence) จะต้องใช้เงินเท่าไร

2. กำหนดตารางเวลาของสถานที่ถ่ายทำ โดยประกอบไปด้วย - การพิจารณาว่าแต่ละซีเควนซ์ใช้เวลาในการถ่ายทำเท่าไร, จะถ่ายทำโดยเรียงซีเควนซ์อย่างไรตารางการถ่ายทำสั้นที่สุด ประหยัดที่สุด ง่ายที่สุด

นอกจากนี้ก็มี การทำตารางการใช้สถานที่ถ่ายทำ (Location Scheduling) ซึ่งประกอบไปด้วย การพิจารณาว่าแต่ละซีเควนซ์จะใช้เวลาถ่ายทำเท่าไร และเรียงตามลำดับอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

การแยกย่อยบท( Script Breakdown)

การแยกบทออกมาเป็นรายละเอียดปลีกย่อย เป็นหน้าที่ของผู้กำกับและผู้ที่เป็นหัวหน้าดูแลส่วนต่างๆจะต้องมานั่งทำงานด้วยกันสำหรับรายละเอียดในทุกๆฉาก โดยจดบันทึกเป็นรายการนักแสดงและสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นในแต่ละซีเควนซ์ อุปกรณ์เครื่องมือ ของประกอบฉาก สถานที่ถ่ายทำที่ตรงตามบท และมีผู้จัดการงานสร้างคอยนั่งคิดคำนวณตัวเลขค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นสำหรับแต่ละซีเควนซ์ และคิดเรื่องการประหยัดงบประมาณให้มากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะต้องมีการแก้ไขบทบ้างถ้าต้นทุนของฉากหรือซีเควนซ์นั้นๆแพงเกินไปเมื่อเทียบกับทุนสร้างทั้งหมด หรือบ่อยครั้งที่ผู้จัดการงานสร้างพบวิธีที่ถูกกว่าในการถ่ายทำฉากหรือซีเควนซ์นั้นๆ และมักจะถามถึงความจำเป็นที่จะต้องมีฉากหรือซีเควนซ์ด้วยเพื่อให้แน่ใจว่าเงินที่ใช้ไปมีประโยชน์ต่อหนังจริงๆ

การตัดสินใจอีกอย่างที่สำคัญมากกับต้นทุนก็คือ จะถ่ายกันที่ไหน กลางแจ้ง หรือใน สตูดิโอ สองอันนี้ให้ความแตกต่างกันอย่างมาก เพราะการถ่ายกลางแจ้งจะมีการควบคุมสภาพแวดล้อมในการถ่ายทำน้อยกว่า โดยการใช้สิ่งของ สภาพแวดล้อมและสิ่งก่อสร้างที่มีอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์ จะทำให้ใช้ทีมงานและอุปกรณ์ต่างๆน้อยลง ประหยัดมากขึ้น การถ่ายทำในสตูดิโอที่ทุกอย่างต้องจัดหาและควบคุมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแสง เสียง ฉาก ของประกอบฉาก ทำให้หลายครั้งที่การถ่ายทำในสตูดิโอมีค่าใช้จ่ายที่แพงกว่า แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่การถ่ายทำในสตูดิโอมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า ถ้าการถ่ายทำนั้นเป็นการถ่ายทำแบบเจาะส่วน โดยที่ไม่ได้เซตฉากทั้งหมด อีกทั้งการถ่ายทำในสตูดิโอนั้นสามารถลดระยะเวลาที่ใช้ไปในการเดินทาง และแก้ปัญหาที่อาจเกิดมีขึ้นได ้ถ้ายกกองไปถ่ายทำในสถานที่จริง เช่นเสียงรบกวน หรือไทยมุง ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะไม่เจอะเจอในสตูดิโอ

การเซตฉากในปัจจุบันทำได้ง่ายและประหยัดมากขึ้น อันเกิดจากอุปกรณ์ที่ใช้สามารถเคลื่อนย้ายและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่นผนังกั้นแบบเคลื่อนย้ายได้ (Flying Walls) การใช้เพดานแบบปิดโล่งและ ระบบแผงโลหะที่ใช้ยึดโคมไฟที่ออกแบบมาดี จะทำให้การจัดไฟและการควบคุมปริมาณและทิศทางของแสงเป็นไปได้โดยง่ายยิ่งขึ้น

นอกจากนี้การถ่ายทำในสตูดิโอยังทำให้เราเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก หรืออุปกรณ์ต่างๆที่อาจจะต้องใช้อย่างฉุกเฉิน หรือถ้ามีอะไรเสียหายก็ยังสามารถหาของใหม่มาทดแทนได้ในเวลาอันสั้น คิดดูว่าถ้าเราไปออกกองในป่าแล้วเครื่องปั่นไฟเสียล่ะก็เสร็จ งบบานไปเป็นโยชน์ หรือถ้าการถ่ายทำยืดเยื้อออกไปจากกำหนด แล้วของที่เราเช่ามาถึงคิวที่จะต้องจรลีไปทำงานที่กองอื่น เราก็สามารถหาของมาแทนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ประกันความเสี่ยงไปได้เยอะ

มีอีกวิธีหนึ่งในการลดต้นทุน ก็คือการทำตารางเวลางานสร้าง (Production Schedule) โดยตารางนี้จะช่วยให้เราสามารถบริหารคิวตัวแสดง อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือราคาแพง ตามคิวการถ่ายทำได้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้เราบริหารการเช่าใช้งานอุปกรณ์ราคาแพงในเวลาที่สั้นที่สุด (ถูกที่สุดนั่นเอง)

โปรดติดตามต่อไปครั้งหน้าในตอนที่ 4 กับการเตรียมงานสร้างครับ