++ การเตรียมงานสร้างภาพยนตร์ (Pre-production) ตอนที่ 1 ++

โดย Resolution

การเตรียมงานสร้างภาพยนตร์ (Pre-production) หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า "พรี" อันเป็นขั้นตอนที่ผู้อำนวยการสร้างหรือนายทุนหนังส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่มีส่วนอย่างมากที่จะชี้เป็นชี้ตายได้ว่าหนังจะออกมาดีหรือไม่ แม้จะไม่ได้เป็นการรับประกัน 100% ว่าหนังจะออกมาดี แต่เชื่อเถอะว่ามันทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องนอนตาหลับเมื่อเวลาเปิดกล้องถ่ายทำมาถึง อย่างน้อยๆเราก็จะได้รู้ว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง การที่ปล่อยให้มีการเปิดกล้องโดยที่ไม่รู้อะไรเลยนั้นถึอเป็นการฆ่าตัวตายดีๆนี่เอง

ช่วง พรี-โพร จะเป็นช่วงที่หนังเริ่มก่อเค้าเป็นรูปเป็นร่าง จากเรื่องที่ได้รับการอนุมัติสร้างจากนายทุนหรือผู้อำนวยการสร้าง ซึ่งอาจจะเป็นแค่เรื่องย่อเพียงหนึ่งหน้า หรือเป็นบทหนังร่างแรก การวางตำแหน่งต่างๆเพื่อให้ขบวนการพัฒนาบทเริ่มต้นได้จึงเริ่มขึ้น โดยผู้อำนวนการสร้างจะเริ่มมองหานักเขียนบทมืออาชีพ หรือผู้กำกับที่คิดว่าเหมาะสมกับแนวทางของหนังมารับผิดชอบ ในการพัฒนาบทจนกระทั่งพร้อมที่จะถ่ายทำ

ขั้นตอนอาจจะไม่เป็นไปตามนี้ก็ได้ อย่างเช่นหนังบางเรื่องก็มีคนหรือกลุ่มคน(พวกนี้มักจะเขียนบทและกำกับเอง)เข้าไป เสนอนายทุนเองโดยตรง หากนายทุนเห็นชอบด้วยก็จะให้เงินมาและอำนวยการสร้างให้ โดยที่ไม่แตะต้องงานที่เสนอมาเลย ซึ่งยังไม่มีปรากฏในเมืองไทยเลย ลักษณะนี้อาจจะพบเห็นได้ในอนาคตเมื่อเรามีผู้กำกับที่บารมีแก่กล้ามากๆเกิดขึ้น

การสร้างหนังในเมืองไทยยังมีน้อยมากที่จะใช้บริการบทหนังสำเร็จรูป อันมีต้นกำเนิดจากอเมริกา เนื่องจากปัจจัยบางประการซึ่งก็จะวิเคราะห์แจกแจงกันให้ได้ทราบกันในโอกาสหน้า

จากไอเดีย หรือเรื่องย่อที่มีในมือ ก็จะถูกขัดเกลาก่อร่างขึ้นเป็นบทหนังโดยหัวเรือหลัก คือ ผอ., ผกก. และคนเขียนบท ตามลำดับดังต่อไปนี้

1. บทภาพยนตร์ (Screenplay) : บทภาพยนตร์แบบ Screenplay นี้จะเป็นบทที่มี บทพูด รวมทั้งรายละเอียดของฉากต่างๆเอาไว้ด้วยกัน การใช้ประโยชน์จากบทแบบ Screenplay นี้ยังมีข้อจำกัด ด้วยว่าบทชนิดนี้ยังไม่ได้ให้รายละเอียดของการกำหนดมุมและทิศทางของกล้องในการที่จะถ่ายทอดบทออกมาเป็นภาพ จากบท Screenplay ที่ได้รับการเห็นชอบจากทุกฝ่ายแล้วก็จะถูกพัฒนาต่อไปป็นบทชนิดถ่ายทำ (Shooting Scrip) ต่อไป

2. บทถ่ายทำ (Shooting Script) : บทภาพยนตร์แบบถ่ายทำนี้จะเป็นบทที่กำหนดรายละเอียดของมุมกล้อง, ขนาดภาพ รายละเอียดของฉาก และทิศทางการเคลื่อนกล้องเอาไว้ในแต่ละ Shot รวมทั้งลักษณะการเชื่อมต่อ Shot ต่างๆเข้าด้วยกัน รายละเอียดที่ใช้กำหนดในแต่ละ Shot มีดังนี้ครับ

ECU ( Extreme Close Up) และ BCU ( Big Close Up) - ลักษณะภาพทั้ง 2 แบบนี้จะเป็นการถ่ายภาพในระยะใกล้มากๆ ใช้ขับเน้นรายละเอียด หรือใช้เน้นและจับความรู้สึกของตัวละครนั้นให้เด่นออกมา เช่นภาพที่จับแค่ดวงตา หรือ ริมฝีปากตัวละคร

CU (Close Up) - ขนาดของวัตถุในภาพจะเล็กกว่า ECU และ BCU มองเห็นใบหน้าทั้งหมดลักษณะการใช้งานคล้ายกับ ECU และ BCU

MCU (Medium Close Up) - จับภาพตั้งแต่ช่วงอกขึ้นไป เพื่อจะได้เห็นอากัปกิริยาของตัวแสดงได้มากขึ้น

    ECU (Extreme Close Up)
    CU (Close Up)
    MCU (Medium Close Up)

MS (Medium Shot) - เป็นการถ่ายตัวแสดงครึ่งตัวจากเอวขึ้นไป ใช้สำหรับถ่ายทอดอากับกิริยาของตัวแสดง โดยที่ไม่มีผลของการเร้าอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

MLS (Medium Long Shot) - คล้าย MS โดยที่กล้องจะเก็บภาพไม่เต็มตัว(แต่ก็เกือบจะเต็มตัว) ระยะภาพแบบนี้เริ่มจะกันคนดูออกมาเป็นเพียงผู้สังเกตุการณ์

LS (Long Shot) - เป็นการถ่ายที่จะเก็บภาพตัวแสดงเต็มตัว พร้อมๆกับสภาพแวดล้อมรอบข้าง

    MS (Medium Shot)
    MLS (Medium Long Shot)
    LS (Long Shot)

ELS (Extra Long Shot) - จะเป็นการใช้กล้องเก็บภาพของโลเกชันไว้ได้ทั้งหมด

    ELS (Extra Long Shot)

Dolly (หรือ Tracking) - เป็นการเคลื่อนกล้องตามวัตถุโดยใช้รางเลื่อน ประโยชน์ของมัน นอกจากจะใช้ตามตัวแสดงแล้วยัง มีผู้กำกับภาพที่มีฝีมือหลายคนใช้มันได้สารพัดประโยชน์

Crane - เป็นการเอากล้องไปติดไว้กับเครน หรือมี Camera man ขึ้นไปด้วยใช้สำหรับวาง Line กล้องแบบพิศดาร (และแพง) หรือใช้ถ่ายภาพแทนสายตานก (Bird Eyes View) การเคลื่อนกล้องโดยใช้เครน สามารถสร้างความหมายให้เรื่องราวได้หลายแบบ หรือไม่สร้างความหมายเลย(แต่เท่ห์) ก็มี

POV (Point Of View) - เป็นการถ่ายแบบแทนสายตาตัวแสดง อันนี้ผู้กำกับพยายามจะดึงคนดูให้เข้าร่วมเหตุกการณ์อย่างใกล้ชิด โปรดระวังตัว!

Tilt Up/ Tilt Down - ในกรณี Tilt Up ส่วนใหญ่จะใช้ในการเปิดเผยอะไรที่ใหญ่โตมาก หรือบางคนใช้ในการเชื่อมShot เมื่อหมดมุข โดยทำที Tilt Up แล้ว Fade เลย Tilt Up จะต้องทำบนขาตั้งกล้องโดยที่กล้องจะถูกหมุนขึ้นในแนวดิ่งจากแนวระดับเป็นมุมเงย และมีหัวยึดกล้องของขาตั้งเป็นจุดหมุน, ส่วน Tilt Down นั้นจะหมุนจากมุมเงยลงมาเป็นแนวระดับ ตรงข้ามกับ Tilt Down

Pan Left/ Pan Right - แบบนี้เป็นการหมุนกล้องโดยใช้หัวยึดกล้องของขาตั้งเป็นจุดหมุนเหมือนกัน แต่กล้องจะถูกหมุนในแนวระนาบแทน Pan Left คือการหมุนจากขวาไปซ้าย ส่วน Pan Right จะหมุนจากซ้ายไปขวา

Zoom In/ Zoom Out - เป็นการเป็นทางยาวโฟกัสของเลนส์ขณะถ่าย โดยที่ Zoom In จะทำให้วัตุขยายใหญ่ขึ้น Zoom Out จะทำให้วัตถุเล็กลง หนังฮอลลีวูดทุกวันนี้ไม่ค่อยใช้ ทั้ง 2 แบบนี้ สงสัยกลัวเชยและถูกกล่าวหาว่ามักง่ายขี้เกียจเคลื่อนกล้อง

Hand Held - เป็นการถือกล้องด้วยมือเปล่าในการถ่ายทำ ถ้านิยมภาพดิบๆก็ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมพวก Stedicam (อุปกรณ์ที่ทำให้กล้องสมดุลและลดการสั่นไหวจากการถือ) หรือถ้าอยากให้ภาพที่นิ่มนวลขึ้นก็ต้องควักกะตังมาจ่ายเพิ่มครับ

จริงๆแล้ววิธีการถ่ายภาพนั้นมีไม่จำกัดวิธีการครับ เท่าที่ยกมาก็เป็นที่พวกเราเห็นได้บ่อยมากๆ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับขีดจำกัดของกล้อง, จินตนาการ และ ประสิทธิภาพในการสื่อสารกับคนดู และเนื่องจากทั้งหมดที่ว่ามานี้เป็นเพียงพื้นฐานคร่าวๆ สำหรับการใช้ดำเนินเรื่องราวในหนัง และทุกวันนี้เราก็จะเห็นมุมกล้องแปลกๆจากหนังฮอลลีวูดอยู่เสมอๆ หรือแม้หนังๆไทยบางเรื่องที่ลอกกันมาทั้งดุ้นโดยที่ไม่เคยพิจารณาเลยว่าเขาเคลื่อนกล้องกันทำไม แต่ถามว่าสื่ออะไรไหม ก็ไม่ แต่เท่ห์ดี

มีหนังหลายเรื่องที่ถ่ายด้วยความเรียบง่าย และสามารถเข้าไปรบกวนจิตใจและประทับได้นานกว่า โดยที่ไม่ต้องเคลื่อนกล้องให้หวือหวาแม้แต่น้อย

การเคลื่อนกล้องและการใช้ขนาดภาพมีผลต่อหนังอย่างมากทั้งเชิงโครงสร้าง และ อารมณ์ของหนัง ดังนั้นก่อนที่จะกำหนดวิธีการใช้กล้อง ก็ขอให้คิดให้ดีและถี่ถ้วนซะก่อน หาไม่แล้วหนังของคุณก็จะเป็นแค่งานกลวงๆ ที่ถูกฉาบหน้าด้วยเทคนิคการใช้กล้อง โดยไร้ความหมาย หรือที่ผมเรียกว่า "งานแต่งหน้าศพ" นั่นเองครับ

มี ตอน 2 ครับกับงาน Pre-Production ส่วนรายละเอียดงานถ่ายภาพคงต้องรอไปก่อนตามลำดับครับ