++ กล้อง miniDV ++

โดย หยั่น หว่อ หยุ่น

หลังจากที่เมื่อ 6 ปีก่อน โซนี่ได้ปล่อย วิดีโอฟอร์แมต ใหม่ที่เรียกว่า mini DV ออกมา มันก็ได้กลายเป็น ฟอร์แมตที่เปลี่ยนแปลงโลกของวิดีโออย่างมโหฬาร คงจะดีไม่น้อยทีเดียวถ้าเราจะมาทำความรู้จักคุณสมบัติของกล้อง DV ที่ใช้ เทป mini DV ขนาดจิ๋วเป็นสื่อบันทึกข้อมูล ให้มากขึ้น เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจเลือกซื้อมาใช้เองสักตัว

ขั้นแรกของการพิจารณาสเปคกล้องดิจิตอล สำหรับคนที่ค่อนข้างใส่ใจในคุณภาพของภาพที่บันทึก คงจะหนีไม่พ้นเรื่อง CCDs (Charged Coupled Device)
ไอ้เจ้า CCD นี่มันเป็น"ชิพ" ชิ้นเล็กๆที่อยู่หลังเลนส์ ทำหน้าที่รับภาพ คุณภาพของภาพจะดีขนาดไหนขึ้นอยู่กับ ขนาด, จำนวน และก็ความสามารถในการผลิตจำนวน Pixel

ที่มีอยู่ในตลาดขณะนี่ก็มีแค่ แบบ 1 x CCD กับ 3 x CCD

1 x CCD นั้นใช้ ชิพ ชิ้นเดียวในการรับภาพ ในระบบ RGB (Red Green Blue) ซึ่งเป็นแม่สีเชิงบวกที่ใช้ในงานวิดีโอทั่วๆไป

3 x CCD เป็นกล้องที่ใช้ ชิพ 3 ตัวในการแบ่งรับภาพ โดย ชิพแต่ละชิ้น จะรับสีต่างกันไป 3 สี

แน่นอนที่กล้อง 3 x CCD จะให้คุณภาพที่ดีกว่าในระดับออกอากาศได้ กับระดับราคาแพงระยับ ตั้งแต่เก้าหมื่นกว่าบาทยันหลายแสนบาทขึ้นกับความสามารถเฉพาะตัว ส่วนกล้อง 1 x CCD นั้นคุณภาพจะลดลงบ้าง แต่กระนั้นก็ยังอยู่ในระดับที่เรียกว่า เทปฟอร์แมท เบต้าก็กินไม่ค่อยลงเหมือนกัน ระดับราคาก็มีตั้งแต่สองหมื่นแก่ไปจนถึงเจ็ดแปดหมื่นบาท


i.Link (เป็นชื่อเครื่องหมายการค้า)
แน่นอนที่ว่ากล้อง DV จะต้องมีพอร์ตที่ใช้ต่อกับ คอมพิวเตอร์ นั่นก็คือ พอร์ต i-Link (หรือ Firewire หรือเรียกแบบเป็นทางการว่า IEEE1394อันเป็นมาตรฐานของการส่งผ่านข้อมูล)

ช่องต่อสัณญาณอนาลอก
กล้อง mini DVจะมี ช่อง สำหรับนำเข้าและส่งออกสัญญาณวิดีโออนาลอก ด้วย ซึ่งได้แก่ S-VDO หรือ Composite VDO บางรุ่นก็มีแค่อย่างเดียว บางรุ่นก็มีทั้งสอง สะดวกดี แต่แนะนำว่าอย่างน้อยต้องมีหนึ่งช่องครับ
กล้องรุ่นสูงๆอาจจะมี ช่อง Component เพิ่มเข้ามาด้วย

Digital Effects
อาจจะเป็นเพราะว่าการที่มีสเปเชียล เอฟเฟคต์ หวือหวากว่ากล้องตัวอื่นๆเป็น อะไรที่อาจจะล่อใจให้คนตัดสินใจซื้อได้ง่ายมากกว่า (โดยเฉพาะคนที่ชอบเอามากๆไว้ก่อน)
เชื่อผมเถอะ อย่าไปสนใจ! ถ้าคุณคิดว่ามันจะทำให้คุณตัดต่อและทำ เอฟเฟคต์ แบบในหนังล่ะก็ คิดผิดแล้วครับ ทุกอย่างที่เราเห็นในหนัง ทำจาก คอมฯ ทั้งนั้น

Zoom
นี่ก็หลอกอีก แน่นอนที่ว่ากล้องที่ขายในท้องตลาด มักจะเอาอัตราการขยายภาพมาเป็นจุดขาย เช่น ซูมได้ 360 x เป็นต้น ใครไม่รู้ถูกหลอกแน่ๆ เพราะโดยปกติแล้ว เราจะใช้เฉพาะ Optical Zoom เท่านั้น เพราะว่า Digital Zoom ที่เอามาเกทับกันว่าเยอะๆน่ะ เขาไม่ได้บอกว่าคุณภาพของภาพมันห่วยมาก รับไม่ได้ (ภาพจะเป็น Mosaic หยาบๆ)
ดังนั้นควรสนใจแต่ Optical Zoom ก็พอแล้วครับ

Operation Mode
โหมดอัตโนมัติ (Auto-Program Mode)เป็นสิ่งที่มีอยู่ตายตัวในกล้องระดับราคาตั้งแต่หมื่นกว่าจนถึง ราคาเป็นแสน จริงๆแล้วมันก็สะดวกดีอยู่ แต่มีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่ต้องการโหมดปรับมือ (Manual Mode) มากกว่า เนื่องจากต้องการการควบคุมเรื่องแสงและอารมณ์ภาพอย่างมาก คนกลุ่มนี้เป็นพวกมืออาชีพ และยินดีจ่ายค่าตัวเรือนแสนให้กับกล้องระดับที่ชาวบ้าน ส่ายหัวด้วยความไม่เข้าใจว่าเอาไปทำไม(วะ)

จริงๆผมเองก็อยากได้เหมียนกัลลล..

เอ้อลืม...กล้องระดับล่างจะไม่มีโหมดปรับมือนะครับขอบอก!!! (มีก็ไม่ "มือ" จริง)

โหมดการบันทึกภาพนิ่งด้วย MEMORY STICK (or CARD)
กล้อง mini DV มักจะมีโหมดเก็บภาพนิ่งด้วยโดยบันทึกลงบน Memory Stick หรือ Memory Card อย่าหวังนะครับว่ามันจะให้คุณภาพเหมือนกล้องภาพนิ่งแบบดิจิตอล จำพวกหลายๆเมกกะพิกเซล

คุณภาพที่มันให้ออกมาก็พอถูไถล่ะครับ จะเอาอะไรกับของแถมอีก!!

ทางยาวเลนส์ (Focal Length)
เลนส์ของกล้อง mini DV โดยปกติแล้วมักจะเป็นเลนส์ที่ติดตายตัวด้วยทางยาวโฟกัสช่วงหนึ่งที่ถูกพิจารณาจากผู้ผลิตแล้วว่า เป็นช่วงที่ใช้งานมากที่สุด (คงจะวัดจากผู้บริโภคทั่วๆไปที่มีจำนวนมากที่สุดในตลาด)

Steady Shot หรือ Digital Stabilizer
ป็นสิ่งที่ติดมากับกล้อง พวกนี้อยู่แล้วครับ มีประโยชน์มากถ้าคุณมือสั่น (แอลกอฮอลิสซ์ม) ยิ่งกล้องยิ่งเล็ก และน้ำหนักเบาก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป
Steady Shotหรือ Digital Stabilizerมีมาเพื่อแก้จุดด้อยนี้ได้ดีพอสมควรทีเดียว

ND Filter
ND หรือ Neutral Density เป็นฟิลเตอร์ที่ใช้ในการลดระดับความสว่างของแสงลงมา จะลดมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับค่าความเข้ม ซึ่งกล้อง DV หลายๆรุ่นมักจะมีฟิลเตอร์ตัวนี้มาให้อยู่แล้ว
ฟิลเตอร์ ND จะใช้มากเมื่อเอากล้องออกไปถ่ายกลางแจ้ง ที่มีแดดเข้มๆ


0 Lux (Infrared Shot)
หลายๆคนคงจะเคยเห็นกล้องที่สามารถถ่ายในที่ๆไม่มีแสงได้ (หรือแสงที่ค่าความสว่าง 0 ลักซ์) ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีมันอยู่ด้วยเป็นมาตรฐานไปแล้ว การถ่ายในที่ๆไม่มีแสงนั้น ตัวกล้องจะมีหลอดอินฟาเรดด้านหน้าทำหน้าที่ ไฟให้ความสว่างกับเซลรับแสงของกล้อง โดยที่เราจะไม่เห็นแสงอินฟาเรดนั้นด้วยตาเปล่า แต่จะเห็นจากจอ LCD หรือที่ ViewFider เท่านั้น
ถามว่าจำเป็นไหม ผมว่าไม่จำเป็นสักเท่าไร เพราะมันมีรัศมีทำการที่ไม่ค่อยไกลเท่าไรนัก และภาพที่ออกมาจะเห็นเป็นดวงๆเหมือนเอาไฟฉายส่อง

จำนวน PIixel
Pixel เป็นจำนวนของจุดรับภาพเล็กๆจำนวนมาก วางตัวเรียงรายเป็นแถวและคอลัมน์จนเต็มจอ ซึ่งจำนวนอาจจะหลายหมื่นหรือเป็นล้าน ซึ่งจำนวน Pixel นี้จะเป็นตัวบอกว่าคุณจะได้ภาพที่มีความคมชัดขนาดไหน

การปรับความเร็วชัตเตอร์แบบเลือกความเร็วได้
โหมดการปรับความเร็วชัตเตอร์แบบโหมดมือจะไม่มีในกล้องราคาหลักหมื่น แต่จะมีเฉพาะตัวใหญ่ๆเท่านั้น
ความเร็ว shutter ของกล้อง miniDV (ซึ่งมักจะมีในรุ่น top หรือพวก 3ccd เท่านั้น) ไม่ได้มีผลทางด้านภาพเหมือนกับที่เราปรับ speed ของภาพในโปรแกรมตัดต่อนะครับ กล่าวคือ เวลาเราเพิ่ม speed ของภาพในโปรแกรมด้วยการเพิ่ม%ของภาพ (เช่น 150%) เราจะได้ภาพที่เรียกว่า fast motion และในทางตรงกันข้าม ถ้าลด speed ของภาพด้วยการลด%ของภาพ (เช่น 50%) เราก็จะได้ภาพที่เรียกว่า slow motion แต่สำหรับ shutter speed ในกล้อง miniDV นั้น ทำหน้าที่กันคนละอย่างเลยล่ะครับ คือเวลาที่เราลด shutter speed ลงมาที่ต่ำกว่าปกติ (ซึ่งอยู่ที่ 1/25 วินาที) ไม่ว่าจะเป็น 1/12 , 1/8 , 1/4 ฯลฯ ผลทางภาพที่ได้จะเหมือนกับ เราใช้ digital effect ที่ชื่อ slow shutter ซึ่งมี 4 ระดับนั่นเอง (ภาพจาก slow shutter เป็นยังไงผมขอไม่อธิบายนะครับ คิดว่าหลายคนคงจะรู้กันอยู่แล้ว) ส่วนเวลาที่เราเพิ่ม shutter speed ให้มากกว่าปกติ คือตั้งแต่ 1/25 วินาที ขึ้นไปจนถึง 1/1000 หรืออาจมากกว่านั้นในบางรุ่น ผลทางภาพที่ได้คือเราจะสามารถควบคุมความสว่างของแสงได้ นอกเหนือไปจากการปรับ exposure ตามปกติ รวมไปถึงการควบคุมระยะชัดลึก ชัดตื้นของภาพ ในกรณีการควบคุมความสว่างของแสง ถ้าเราไปถ่ายงานในที่ที่สว่างมากๆ เช่น ริมหาดทราย ชายทะเล ฯลฯ ถึงแม้เราจะลด exposure ลงจนสุดแล้ว แสงมันก็ยังจ้าอยู่ ซึ่งปกติวิธีแก้ไขในกรณีนี้คือ ใช้ ND filter ซึ่งมักจะติดมากับกล้องระดับสูง เช่น cannon xl1 ฯลฯ แต่ ND filter จะมีระดับที่ตายตัว คือ ไม่ใช้เลย , ใช้ระดับ 1 และ 2 (โดยส่วนมากจะมีเท่านี้) จึงทำให้ไม่สามารถควบคุมแสงได้อย่างใจ แต่การเพิ่ม shutter speed จะทำให้เรากำหนดความสว่างได้อย่างอิสระ ส่วนในกรณีที่เราจะใช้ shutter speed เพื่อควบคุมระยะชัดลึก-ตื้นของภาพ เราก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับกล้องถ่ายรูปแบบ manual คือ อยากให้ภาพชัดลึกก็เพิ่ม exposure ให้สูงขึ้น (หรือ กว้าง) อยากให้ชัดตื้นก็ลด exposure ให้น้อยลง (หรือ แคบ) จากนั้นก็ปรับ shutter speed เพิ่มขึ้นหรือลดลง เพื่อให้แสงของภาพออกมาอย่างที่คุณต้องการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่าหวังว่าเราจะทำให้ภาพชัดตื้นได้เหมือนกับฟิล์มนะครับ ยังไงมันก็ยังเป็นเพียงกล้องถ่ายวิดีโอ คุณคงต้องใช้เทคนิคอื่นๆช่วยด้วยถ้าอยากได้ภาพแบบนั้น


ส่วนอยากได้ภาพแบบไหนคงต้องไปทดลองกันเอาเองโดยส่วนตัวผมเป็นคนที่ชอบอะไรที่เรียบๆครับ อาจเป็นเพราะผมไม่ค่อยเก่งทางด้านงานภาพสักเท่าไร แต่ลึกๆแล้วบอกตามตรงว่าผมเบื่อหนัง Hollywood มาหลายปีดีดัก เอาว่าเห็นเอฟเฟคต์จนเอียนจะอาเจียนแล้ว เบื่อเทรนด์โหลๆเต็มทน และไม่ยักกะอินเท่ากับหนังแนวสัจจนิยมที่ผมดูมาไม่กี่เรื่องผมมองว่ากล้องเป็นแค่เครื่องมือครับ แค่รู้จักใช้มันให้เป็นประโยชน์ และเต็มประสิทธิภาพก็พอส่วนที่ทรงพลังจริงๆของหนังนั้นอยู่ที่ตัวบทหนังและนักแสดงเก่งๆมากกว่า

หวังว่าคงจะช่วยให้มีไอเดียในการเลือกซึ้อกล้องมากขึ้นนะครับ.