เทคนิคการอัดเสียงระหว่างการถ่ายทำ
ปัญหาของหนังสั้นที่ถูกพูดถึงกันบ่อยๆเลยก็คือเรื่องเสียงที่ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ซึ่งนั้นก็จะทำให้หนังนั้นลดความน่าสนใจลงไป สาเหตุหนึ่งอาจจะเกิดจากการอัดเสียงในระหว่างการถ่ายทำมาไม่ดี เวลานำมาตัดต่อก็จะพบว่าเสียงบทพูดหลักที่เราต้องการนั้นถูกเสียงอื่นๆรบกวนกลบไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเสียงรถวิ่ง มอเตอร์ไซค์ เสียงเด็ก เสียงคนกำลังก่อสร้าง เสียงลม ทะเล เด็ก หมา แมว รถขายของเก่า โทรศัพท์ รถตุ๊กตุ๊ก เสียงทีมงาน ฯลฯ เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้อาจทำให้เราเสียเวลาเป็นวันในการแก้ไขเวลาตัดต่อ หรือแย่กว่านั้นก็ต้องถ่ายกันใหม่ หรือง่ายสุดก็ ช่างมันเถอะ อีกส่วนหนึ่งก็คือไม่ได้เก็บเสียงบรรยากาศในฉากนั้นๆมาเผื่อไว้ใช้ใน เช่นกรณีที่บางเทคเสียงบทพูดใช้ได้ ภาพใช้ได้แต่ มีเสียงอื่นแทรกระหว่างช่วงบทพูด เวลาตัดต่อเราก็ตัดให้เหลือแต่ dialog (บทพูด) แล้วเราก็นำเสียงบรรยากาศที่เราเก็บไว้มาใช้เป็นbackground รองตลอดทั้งเทคนั้นได้ คราวนี้เราลองมาดูกันว่ามันมีอะไรบ้างที่เราสามารถเตรียมตัวไว้ก่อนเพื่อที่จะเก็บเสียงให้ดีได้
1.ชนิดของไมค์ที่ใช้เก็บเสียง เวลาที่เราไปยืมหรือเช่าไมค์คนอื่นมาเราต้องรู้ก่อนว่าไมค์นั้นเป็นชนิดใด เราเช็คคร่าวๆได้ดังนี้
Omni microphone เป็นไมค์ที่รับเสียงรอบทิศ ถ้าเรานำไปใช้ในสถานที่มีเสียงรบกวนเยอะนี่ เสี่ยงครับ
Bi-Direction Microphone เป็นไมค์ที่รับเสียงเฉพาะข้างหน้ากับด้านหลัง ส่วนมากใช้กับรายการทีวี
Cardiod Microphone เป็นไมค์ที่รับเฉพาะเสียงด้านหน้า แต่พื้นที่การรับก็ยังกว้างอยู่ แต่ถือว่าใช้ได้แล้วครับสำหรับไมค์ชนิดนี้
Hypercardiod เป็นไมค์ที่รับเฉพาะด้านหน้าแต่พื้นที่การรับแคบกว่าแบบ Cardiod
Shotgun Microphone เป็นไมค์ที่เฉพาะด้านหน้าและเฉพาะพื้นที่ เป็นไมค์ที่ใช้ส่วนใหญ่ในการถ่ายหนัง แต่ราคาสูง

รูปแบบการรับเสียงของไมค์ทั้ง 5 แบบ
2.การเลือกประเภทของไมค์ที่ใช้เก็บเสียง ส่วนใหญ่จะใช้ไมค์ที่ติดมากับกล้องเลยอันนี้ถ้าเป็นฉากภายในก็ไม่มีปัญหาแต่ถ้าเป็นฉากภายนอกที่มีเสียงรบกวนมาก เราก็ควรหาไมค์ที่เก็บเสียงเฉพาะที่ขึ้นอย่าง ไมค์บูมใช้เก็บ dialog ไมค์ลอยใช้กับ long shot ลองไปเดินหาแถวสะพานเหล็กดูได้นะครับ ผมเคยเห็น ไมค์ลอยราคาไม่ถึงพัน ส่วนไมค์บูมก็พันกว่าบาท ลงทุนอีกนิดหน่อยแต่เห็นความแตกต่างแน่นอน
3.การเลือกประเภทของเครื่องเก็บเสียง แยกได้ 2 แบบคือบันทึกลงในกล้องเลยหรือแยกบันทึกลงเครื่องอัดต่างหาก ( MD DAT หรือ Nagra ) อยู่ที่งบประมาณและคุณภาพแต่สำหรับหนังสั้นแล้วขอแนะนำว่าบันทึกลงในกล้องเลยก็จะสะดวกกว่า เพราะว่ากล้องรุ่นใหม่ ๆ เช่น DVX 100 ก็จะมีช่องบันทึกเสียงแยกมาให้ โดยที่ช่องหนึ่งบันทึกจากไมค์หัวกล้องและอีกช่องหนึ่งบันทึกเสียงจากไมค์บูม วิธีนี้ใช้สำหรับตอนมีบทสนทนานะครับ ถ้าไม่มีบทพูดเราก็ใช้ไมค์หัวกล้องอย่างเดียวได้ ส่วนวิธีที่ใช้เครื่องอัดแยกต่างหากนั้น ไม่ขอแนะนำสำหรับมือใหม่เพราะว่าเวลานำมาตัดต่อนั้นเราจะต้องมีการจับ SYNC ( ซิงค์ ) เสียงจาก Slate ซึ่งจะใช้เวลาและความแม่นยำพอสมควร
4.สถานที่ถ่ายทำ ตรวจสอบดูก่อนว่า
-สามารถวางไมค์ได้หรือไม่
-มีเสียงรบกวนตลอดทั้งวันหรือไม่
-มีการก่อสร้างรอบบริเวณนั้นหรือไม่
-แอร์สามารถดับในตอนถ่ายได้หรือไม่
แต่ถ้าหลีกเลี่ยงสถานที่มีเสียงรบกวนมากไม่ได้จริงๆเราก็ต้องเก็บเสียงบรรยากาศ (Ambience)ไว้อย่างน้อย 60 วินาทีเพื่อนำไปผสมกับเสียงพากย์ทีหลัง หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องหาไมค์ลอย (wireless)มาใช้ สรุปแล้วการเลือกใช้ไมค์อย่างแรกต้องดูสถานที่ก่อน หลังจากนั้นก็หาไมค์บูม (Shotgun)มาใช้ แต่ถ้าหาไม่ได้ก็ให้ใช้ไมค์แบบ Cardiod ขึ้นไปสำหรับเก็บเสียง Dialog ไม่จำเป็นอย่าใช้ไมค์ที่เป็น Omni Direction อย่างพวกไมค์ใช้ร้องคาราโอเกะ ไมค์ Omni เอาไว้ใช้ตอนเก็บเสียงพวก Ambience หรือ Room tone จะดีกว่า นี่ก็เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้ามเพราะมีส่วนทำให้หนังของเราดูกลมกลืน และอารมณ์ไม่สะดุดหากมีข้อสงสัยหรือคำถามก็ให้ไป Post ไว้ที่ webboard ได้นะครับ
|