++ การจัดแสงในงานภาพยนตร์ ตอนที่ 1(Lighting For Film) ++
เรียบเรียง โดย นาย Resolution
"การเรียนรู้ที่จะสังเกตเป็นเพียงหนทางเดียวที่จะเรียนรู้ว่าการจัดแสงในภาพยนตร์เป็นอย่างไร, การเรียนรู้ที่จะรู้สึกอย่างละเอียดอ่อนและขบคิดอย่างชาญฉลาด ก็เป็นหนทางเดียวที่จะประยุกต์ใช้ความรู้ในการจัดแสงในงานภาพยนตร์จริง"
วอลเตอร์ เนินเบิร์ก
บทที่ 1 หลักการเบื้องต้นของการจัดแสง (Basic Lighting Concepts)
สำหรับงานจัดแสงในภาพยนตร์เราสามารถใช้แหล่งแสงจากที่ใดก็ได้ในการถ่ายทำ ไม่ว่าจะเป็น แสงจากไฟบ้าน, แสงนีออน, แสงเทียน, ไฟถนน, แสงธรรมชาติจากดวงอาทิตย์ (อันเป็นที่พึ่งหลักของคนทำหนังมือใหม่) เลนส์ที่มีความไวแสงมากขึ้นและประสิทธิภาพในการรับแสงของเนื้อฟิล์มในปัจจุบันทำให้อะไรๆก็เป็นไปได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ว่าผู้กำกับภาพจะใช้ไฟขนาดใหญ่เป็นหมื่นวัตต์ หรือ ไฟบ้านขนาด 36 วัตต์ สิ่งที่ท้าทายที่สุดก็ยังเป็นเรื่องของการจัดแสงเพื่อให้ได้ภาพที่มีอารมณ์และคุณค่าทางศิลปะตามที่บทต้องการลงบนแผ่นฟิล์มนั่นเอง
คนที่เริ่มต้นใหม่ๆอาจจะสนใจเพียงแต่อุปกรณ์ในการจัดแสง แต่ผู้ที่มีประสบการณ์มาแล้วมักจะให้ความสนใจว่าอารมณ์ของภาพที่ออกมาจะเป็นอย่างไรมากกว่า เพราะว่าสไตล์การจัดแสงแต่ละลักษณะต้องการอุปกรณ์ไฟแตกต่างกันซึ่งผู้กำกับภาพต้องรู้ถึงตรงนี้อยู่เสมอ
ชาร์ลส คลาร์ก ตากล้องมืออาชีพกล่าวไว้ในหนังสือ Professional Cinematography ว่าแสงอาทิตย์เป็นแหล่งแสงขั้นพื้นฐานในการจัดแสงของมนุษย์มานานจนกระทั่งปัจจุบัน ตัวอย่างเช่นเมื่อเราอยากได้แสงส่องตรงจากด้านบน เราก็จะถ่ายทำกันในตอนเที่ยงวัน นอกจากนี้สภาพบรรยากาศโดยรอบสถานที่ถ่ายทำก็ทำให้สภาพแสงที่ได้ไม่เหมือนกันอีก ระหว่าง แสงกระด้าง (hard light) ซึ่งส่งตรงออกมาจากดวงอาทิตย์ ให้ความเปรียบต่าง (Contrast) สูงและแสงนุ่ม (soft light) เป็นแสงที่เกิดจากการสะท้อน(อาจเกิดจากชั้นบรรยากาศ) ให้ความเปรียบต่างต่ำ หรือสภาพแสงที่ขมุกขมัวในวันเมฆครึ้ม เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของคุณภาพของแสงที่ก่อให้เกิดอารมณ์ของภาพแบบต่างๆ ซึ่งผู้ถ่ายภาพยนตร์จำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากมันเพื่อให้ด้าภพตามต้องการ
คุณภาพของแสง (Light Quality)
การที่เราจะตัดสินใจว่าจะจัดแสงอย่างไรนั้น จำเป็นมากที่จะต้องรู้ว่าเราต้องการแสงแบบไหนในฉากนั้นๆ ไม่ว่าแสงที่เราจะใช้ จะเป็นแสงจากการจัดแสงด้วยอุปกรณ์ไฟสำหรับการถ่ายทำหรือแสงจากแหล่งกำเนิดแสงที่มีอยู่แล้วตามสภาพในสถานที่นั้น (available light) อย่างเช่นแสงแดดที่ส่องลอดเข้ามาในห้องจากทางหน้าต่าง หรือแสงจากไฟนีออนและไฟถนนในสถานที่ๆเป็นเมืองใหญ่
เราสามารถระบุว่าแสงที่เราเห็นเป็น "แสงกระด้าง" ก็ต่อเมื่อเงาที่ตกทอดมีสันขอบชัดเจน โดยธรรมชาติของมันเมื่อตกกระทบวัตถุจะก่อให้เกิดเงาที่ดำมาก เส้นขอบชัดเจน ความเปรียบต่างของส่วนที่ถูกแสงต่อส่วนที่อยู่ในเงาสูง ส่องตรงมาจากแหล่งกำเนิดแสงโดยตรง (เหมือน สปอตไลท์) และแหล่งกำเนิดแสงนั้นมีลักษณะเป็นจุดเล็ก แหล่งแสงที่เป็นแสงกระด้างที่ดีนั้นได้แก่ แสงจากดวงอาทิตย์(ในวันฟ้าใส), แสงจากหลอดแบบอาร์ค (arc light) และโคมไฟแบบเฟรชเนล (Fresnel) (ดูภาพที่ 1.1)
 |
 |
|
a |
b |
 |
|
|
c |
|
|
d |
|
รูปที่ 1.1 แสงกระด้างและแสงนุ่ม
a กับ b คือภาพใบหน้าที่ถูกฉายด้วยแสงกระด้าง ส่วน c และ d เป็นภาพที่ได้จากแสงนุ่ม ซึ่งให้แสง -เงาที่ดูมีความเป็นดรามามากกว่า
|
 |
ส่วนแสงที่เป็น "แสงนุ่ม" นั้นจะก่อให้เกิดเงาที่มีส้นขอบไม่ชัดเจน แสงนุ่มจะให้ความเปรียบต่างระหว่างเงาที่เกิดขึ้นกันส่วนที่ถูกแสงน้อยกว่า เงาที่เกิดไม่ดพมากเหมือนแสงกระด้าง และมีความฟุ้งกระจายของแสงมากกว่า หรือเรียกว่า แสงไร้ทิศทาง (directionless) แหล่งแสงขนาดใหญ่ที่ให้แสงแบบฟุ้งกระจาย, แสงสะท้อน, หรือแสงที่ผ่านฟิลเตอร์ เหล่านี้เป็นแหล่งแสงนุ่ม ตัวอย่างเช่นแสงในวันฟ้าครึ้มเมฆมาก หรือแสงสะท้อนจากวัสดุผิวไม่เรียบเป็นต้อน (ดูภาพที่ 1.2)
 |
 |
|
a |
b |
ภาพที่ 1.2 เงา
ในภาพ a แก้วและกระดุมถูกฉายด้วยแสงกระด้าง ส่วน b จะเป็นภาพจากแสงนุ่ม ซึ่งทั้ง 2 ภาพแสดงให้เห็นถึงลักษณะเงาที่แตกต่างอัน เกิดจากคุณภาพของแสงที่ต่างกัน |
ช่วงของแสงที่เรียงลำดับจากกระด้างที่สุดไปจนอ่อนนุ่มขมุกขมัวที่สุดมีดังนี้ครับ
1. แสงจากดวงอาทิตย์ยามอากาศแจ่มใส
2. แสงจากหลอด Carbon arcs
3. แสงจากโคมสปอตไลท์ (Elipsoidal spotlights)
4. แสงจากโคมไปแบบเฟรชเนล (Fresnel lights - HMI and Quartz)
5. แสงจากหลอดพาราโบลิก (PAR bulbs)
6. แสงจากโคมเปิดด้านหน้าทุกชนิด โดยมากมักจะเป็นชนิด Quartz, Broads, Floods, Scoops, Lowel DP
7. แหล่งแสงจากข้อ 6 ที่ถูกทำให้ฟุ้งกระจาย เช่นอาจจะมีการใส่ฟิลเตอร์เข้าไประหว่างโคมไฟกับตัวแบบ เช่น ฟิลเตอร์ Tough Silk หรือ Tough Silk หรืออาจเป็นกระดาษไข, ผ้ามัสลิน, ไหม หรือผ้าชนิดอื่นๆ
8. แสงจากหลอดฟลูออเรสเซนท์, Photofloods, ดวงไฟที่ใช้ในบ้าน
9. แหล่งแสงนุ่มอื่นๆ
10. แสงที่ได้จากการสะท้อนวัสดุผิวไม่เรียบเช่นโคมเฟรชเนลสะท้อนกับแผ่นโฟม หรือกำแพงสีขาว
11. แสงในวันเมฆมากฟ้าครึ้มหรือมีหมอก
12. แสงขมุกขมัวจากในป่าทึบหรือทางเข้าถ้ำ
อีกทางหนึ่งที่จะเปรียบเทียบคุณภาพของแสงว่าเป็นแสงกระด้างหรือแสงนุ่มก็คือ รูปแบบการส่องแสงนั้นเป็นลำหรือว่าแผ่กระจาย รูปแบบของลำแสงมีตั้งแต่แบบส่องตรง จนถึง แบบไร้ทิศทาง-ฟุ้งกระจาย โคมเฟรชเนลสามารถให้แสงที่เป็นลำแคบๆได้ ซึ่งแหล่งกำเนิดแสงแบบนุ่มไม่สามารถทำได้เพราะมันถูกออกแบบมาอย่างนั้น เราสามารถบังคับลำแสงจากโคมเฟรชเนลได้โดยการออกแบบตัวโคมและบังคับจุดโฟกัสจากเลนส์ที่ติดตั้งไว้หน้าโคม
ติดตามต่อไปในตอนที่ 2 ครับ
|